สรุปการสัมมนา

สรุปผลการสัมมนา

เรื่อง “การวิเคราะห์ความอยู่รอดของนิทานท่ามกลางยุคเทคโนโลยีไร้สาย”

และงานนิทรรศการ “โลกนิทาน”

จัดโดย

นายกำพล พกนนท์  นางสาวกุลธิดา สุธีวร  นางสาวดลดา ชีวะธรรมมานนท์

นายกิตติวัฒน์ พัฒนสาร นายปฏิภาณ ผัสสะผล

ในวันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม 2554

ณ สถาบันวิจัยวัฒนธรรมและศิลปะ อาคารนวัตกรรมวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยบูรพา

 

ในเวลา 09.30 นาฬิกา ได้มีการการเปิดการสัมมนา พร้อมวัตถุประสงค์ในการจัดงาน โดยพิธีกรในการสัมมนา และประธานกล่าวเปิดงาน มีข้อความโดยสรุป ดังต่อไปนี้

คณะผู้จัดสัมมนา มีโครงการสัมมนา เรื่อง “การวิเคราะห์ความอยู่รอดของนิทานท่ามกลางยุคเทคโนโลยีไร้สาย” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้มีความตระหนักถึงประโยชน์ของการเล่านิทาน

เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นเกี่ยวกับนิทาน เพื่อปรับทัศนคติให้ผู้ใช้เทคโนโลยีไร้สายนำมาใช้ให้เกิดต่อนิทาน และเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาของนิทานท่ามท่ามกลางยุคเทคโนโลยีไร้สายต่อไปในอนาคต

การสัมมนาครั้งนี้ใช้เวลา 3 ชั่วโมง มีผู้ร่วมสัมมนา จำนวน 58 คน ประกอบด้วย นิสิตชั้นปีที่ 4 ภาควิชาสารสนเทศศึกษา และนิสิตภาควิชาสารสนเทศ สาขาวิชาบรรณาธิการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

รองศาสตราจารย์ไพพรรณ อินทนิล ประธาน ได้กระทำพิธีเปิดการสัมมนา โครงการ “การวิเคราะห์ความอยู่รอดของนิทานท่ามกลางยุคเทคโนโลยีไร้สาย”

 

ผลจากการสัมมนา

การสัมมนาเรื่อง “การวิเคราะห์ความอยู่รอดของนิทานท่ามกลางยุคเทคโนโลยีไร้สาย”

และงานนิทรรศการ “โลกนิทาน” มีผู้ร่วมสัมมนา จำนวน 58 คน ประกอบด้วย นิสิตชั้นปีที่ 4 ภาควิชาสารสนเทศศึกษา และนิสิตภาควิชาสารสนเทศ สาขาวิชาบรรณาธิการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้มีความตระหนักถึงประโยชน์ของการเล่านิทานเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นเกี่ยวกับนิทาน เพื่อปรับทัศนคติให้ผู้ใช้เทคโนโลยีไร้สายนำมาใช้ให้เกิดต่อนิทาน และเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาของนิทานท่ามท่ามกลางยุคเทคโนโลยีไร้สายต่อไปในอนาคต

 

 

ประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับ

ความรู้และประโยชน์ของนิทาน โดย คณะผู้จัดงานสัมมนา

1.             ความหมายของนิทาน

2.             จุดกำเนิดและวิวัฒนาการของนิทาน

3.             บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับนิทาน

4.             ประเภทของนิทาน และการแบ่งประเภทของนิทาน

5.             นิทานพื้นบ้าน

6.             เจ้าหญิงดิสนี่ย์ และบริบทคนชายขอบในสังคมอเมริกา

 

อภิปรายเรื่อง “การวิเคราะห์ความอยู่รอดของนิทานท่ามกลางยุคเทคโนโลยีไร้สาย” โดย ผู้ทรงคุณวุฒิ คุณมกุฏ อรฤดี บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ และอาจารย์พิเศษ สาขาวิชบรรณาธิการ

                1.อาจารย์คิดเห็นอย่างไรกับคำสัมภาษณ์ของผู้ช่วยรัฐมนตรีคนหนึ่ง ที่ว่านิทานอีสปเป็นเรื่องโบราณ สมควรเปลี่ยนให้เหมาะสมกับยุคสมัย

-  เป็น ความคิดที่ผิด นิทานอีสปถือเป็นนิทานอมตะ แต่โดยผุ้เป็นทาส ยกตัวอย่างเรื่องราชสีห์กับหนู ที่แต่งขึ้นเพื่อเตือนสติผู้มีอำนาจอย่างแยบคาย

2. การที่เยาวชนรุ่นใหม่ไม่รู้จักนิทานไทย จะส่งผลในด้านใดบ้าง ความเป็นอัตลักษณ์

-  ถือ เป็นเรื่องอันตรายมาก ที่เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้จักเรื่องราวที่เป็นรากเหง้าของชนชาติตัวเอง ในขณะที่สื่อต่างประเทศได้ประดังเข้าสู่เด็กบ้านเรา นานวันเข้า เราจะกลายเป็นเมืองขึ้นทางวัฒนธรรมโดยที่ เกาหลี ญี่ปุ่น อเมริกา ไม่เสียกระสุนสักลูกทำสงคราม

3. เมืองนอกของเมืองไทยมีกระบวนการรักษานิทานวรรณกรรมพื้นบ้านอย่างไร

-  เมือง ไทยเราภาครัฐไม่เคยส่งเสริมเรื่องพวกนี้จริงจัง ทำให้นิทานไทยกำลังเลือนหายไป หากแต่มีนักวิชาการไทยที่ศึกษาทางด้านนี้ หนีไปทำงานที่ประเทศลาว เพราะเขาส่งเสริมสนับสนุนดีมากในขณะที่ ชาติเจริญแล้ว เขาก็รู้จักหนังสือมาเป็นพันปีแล้ว มีมหาวิทยาลัยมา 800 กว่าปีแล้ว การรวบรวมรักษาวรรณกรรมพื้นบ้านของเขาจึงมีมานานแล้ว

4. การดูภาพยนตร์นิทานกับการอ่านหนังสือนิทาน มีความต่างกันอย่างไรในแง่จินตนาการ

-  ยก ตัวอย่างง่ายๆ ให้เด็กดูสโนไวท์ ของดิสนีย์ แล้วให้เด็กวาดรูปสโนไวท์ เด็กร้อยคนก็จะวาดเหมือนดิสนีย์ แต่หากให้เด็กอ่านหนังสือ เขาจะวาดสโนไวท์ออกมาเป็นร้อยแบบไม่ซ้ำกัน เพราะการดูหนังไม่ส่งเสริมจินตนาการเท่าการอ่านหนังสือ

การสัมมนาช่วยให้ผู้เข้าร่วมมีความรู้ ความเข้าใจในสาระสำคัญของนิทาน ได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมระดมความคิดเห็นร่วมกัน เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจและมองเห็นถึงปัญหา การประยุกต์นำความรู้ที่ได้จากการสัมมนาไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน

 

การประเมินผล

การประเมินผลโดยสรุปของผู้ร่วมสัมมนา จำนวน 58 คน ประกอบด้วย นิสิตชั้นปีที่ 4 ภาควิชาสารสนเทศศึกษา และนิสิตภาควิชาสารสนเทศ สาขาวิชาบรรณาธิการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มีดังนี้

ความน่าสนใจของงานสัมมนา

-                   มีการเล่าตัวอย่างนิทานประกอบ ทำให้น่าสนใจ

-                   มีวิทยากรที่มีความรู้ และทรงคุณวุฒิ

-                   นิทรรศการมีสีสัน ดึงดูดความสนใจ

-                   ให้ความรู้เรื่องนิทานได้ครอบคลุมทั้งนิทานสมัยเก่า สมัยใหม่ และนิทานที่นำมาทำเป็นภาพยนตร์

-                   มีการโต้ตอบ ซักถาม แนวคิดระหว่างผู้จัดสัมมนากับวิทยากร

-                   บางหัวข้อพูดนานเกินไป และแทรกสื่อน้อย

การนำเสนอ

-                   ผู้จัดสัมมนามีการพูดติดขัดเล็กน้อย พูดเร็วไป เบาไป ในบางครั้ง

-                   มีการยกตัวอย่างประกอบ ทำให้เข้าใจง่าย และน่าติดตาม

-                   มีการเรียงลำดับเนื้อหาการนำเสนอได้เป็นขั้นตอน

-                   การนำเสนอในบางหัวข้อเน้นนานมากจนเกินไป และนอกประเด็น

-                   นำเสนอในส่วนของนิทานไทย น้อยกว่านิทานสากล

-                   รูปภาพประกอบสื่อที่นำเสนอมีน้อย

-                   เริ่มการนำเสนอช้า และใช้เวลานาน

ความสวยงามของสถานที่จัด

-                   มีการนำสื่อต่างๆ ในหลายรูปแบบมานำเสนอในส่วนของนิทรรศการ เช่น หนังสือ VCD-DVD ตุ๊กตา จิ๊กซอ หุ่นชัก

-                   มีมุมความรู้ต่างๆเกี่ยวกับนิทานมากมาย เช่น โลกของนิทาน นิทานกับศิลปะ สื่อจากนิทาน

-                   นิทรรศการมีสีสันสวยงาม จัดแบ่งโซนต่างๆได้เป็นระเบียบ

ความถูกต้องของข้อมูลเนื้อหา

-                   มีการจัดเรียงลำดับเนื้อหาดี ไม่กระโดดและข้ามไปมา

-                   มีเนื้อหาที่ละเอียด พร้อมทั้งมีการอ้างอิงแหล่งข้อมูล

-                   เนื้อหาในบางเรื่องไม่ค่อยน่าสนใจ ควรเลือกเรื่องอื่น

-                   เนื้อหาบางหัวข้อมีน้อย ฟังแล้วยังไม่เข้าใจ ควรเพิ่มเนื้อหาเข้าไปอีก

-                   คำศัพท์บางคำควรขยายความหรืออธิบายให้เข้าใจ

ความหลากหลายของสื่อ

-                   มีสื่อที่หลากหลาย น่าสนใจ

-                   ตอนนำเสนอมีเพียงวีดีทัศน์ที่นำมาเปิด ควรจะนำหนังสือ หรือหุ่นมือ มาเสนอด้วย

ข้อเสนอแนะ

-                   powerpoint ที่นำเสนอใช้ขนาดอักษรเล็กเกินไป และภาพประกอบน้อย

-                   ผู้จัดสัมมนาควรมีส่วนร่วมในการนำเสนอทุกคน

-                   ควรแบ่งเวลาให้ดีกว่านี้

-                   ใบประเมิน เป็นแบบเขียนทำให้ไม่ค่อยอยากประเมิน

-                   นิทานมีความสำคัญไม่ใช้เฉพาะกับวัยเด็ก แต่วัยผู้ใหญ่ก็สำคัญเช่นกัน

 

การดำเนินโครงการสัมมนา

นิสิตชั้นปีที่ 4 ภาควิชาสารสนเทศศึกษา และนิสิตภาควิชาสารสนเทศ สาขาวิชาบรรณาธิการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ผู้เข้าร่วมสัมมนายังขาดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวนิทานกับบทบาทของนิทาน หรือทราบแต่เพียงผิวเผิน ในการประยุกต์ใช้นิทานท่ามกลางยุคเทคโนโลยีไร้สาย

ดังนั้น หลังจากการสัมมนาแล้ว ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ความอยู่รอดของนิทานท่ามกลางยุคเทคโนโลยีไร้สาย ประเมินสถานการณ์ ตลอดจนกำหนด วิสัยทัศน์ ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมพัฒนาและการแก้ปัญหา ความอยู่รอดของนิทานท่ามกลางยุคเทคโนโลยีไร้สาย

สรุปผลการสัมมนา เรื่อง “การวิเคราะห์ความอยู่รอดของนิทานท่ามกลางยุคเทคโนโลยีไร้สาย” งานสัมมนาครั้งนี้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับความรู้ในเรื่องของนิทานจากมุมมองต่างๆ ที่ได้จากการรับชมรับฟัง ซักถาม โต้ตอบ ของผู้จัดสัมมนาและวิทยากร และจากการชมนิทรรศการ       “โลกนิทาน” จากความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมสัมมนา  ทำให้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญของนิทานไม่ใช้แต่เฉพาะวัยเด็กเท่านั้น แต่กับวัยผู้ใหญ่ก็สำคัญเช่นกัน นิทานช่วยส่งเสริมความคิดและจินตนาการ พร้อมทั้งมีการแทรกคติสอนใจไว้อย่างแยบคายโดยไม่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าตนเองนั้นกำลังถูกสอนอยู่ นิทานยังคงเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงจิตใจของคนในทุกยุคทุกสมัย

โครงการสัมมนา

โครงการสัมมนา

เรื่อง “การวิเคราะห์ความอยู่รอดของนิทานท่ามกลางยุคเทคโนโลยีไร้สาย”

และงานนิทรรศการ “โลกนิทาน”

จัดโดย

นายกำพล พกนนท์  นางสาวกุลธิดา สุธีวร  นางสาวดลดา ชีวะธรรมมานนท์

นายกิตติวัฒน์ พัฒนสาร นายปฏิภาณ ผัสสะผล

ในวันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม 2554

ณ สถาบันวิจัยวัฒนธรรมและศิลปะ อาคารนวัตกรรมวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยบูรพา

 

หลักการและเหตุผล

กิจกรรม ต่างๆที่ดำเนินผ่านเทคโนโลยีเครือข่ายแบบไร้สาย และเทคโนโลยีเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ทุกที่และทุกเวลา โดยมีอุปกรณ์คือ Notebook Computer, Portable computer, PDA/PAD Phone, Tablet PC เทคโนโลยีเครือข่ายแบบไร้สายเหล่านี้ทำให้เกิดความสะดวกสบาย สามารถเชื่อมต่อกับสื่อที่ให้ความบันเทิงได้หลากหลายรูปแบบทั้งเกมส์ออนไลน์ โทรทัศน์ออนไลน์ วิทยุออนไลน์ และ Social Network ต่างๆ เช่น  Facebook  Twitter  Hi5 ฯลฯ เทคโนโลยีเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบต่อเด็ก ทำให้ขาดทักษะการเรียนรู้ที่จำเป็นต่อการปลูกฝังในวัยเด็ก

วัยเด็กเป็นช่วงวัยแห่งการเรียนรู้ การเลียนแบบ และการสร้างจินตนาการ สิ่งที่เด็กรับรู้ในวัยนี้จะส่งผลถึงระดับการพัฒนาสติปัญญา  และบุคลิกภาพของเด็กในอนาคต นิทานเป็นกิจกรรมที่จำเป็นสำหรับเด็ก ง่ายและเหมาะกับทุกโอกาส และทุกสถานการณ์ เด็กสามารถเรียนรู้ได้ทุกเรื่องจากนิทาน เหตุผลของการฟังนิทานคือทำให้เด็กมีความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และนิทานยังช่วยให้เด็กได้พัฒนาทักษะการฟัง การพูด การกล้าแสดงออก และนิทานจะสร้างสรรค์นิสัยรักการอ่าน                ด้วยเหตุเหล่านี้จึงได้มีการสัมมนา การวิเคราะห์ความอยู่รอดของนิทานท่ามกลางยุคเทคโนโลยีไร้สาย เพื่อชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของนิทานที่มีต่อเด็ก และกลุ่มคนทุกวัย

 

วัตถุประสงค์

                1.มีความตระหนักถึงประโยชน์ของการเล่านิทาน

2.เพื่อแลกเปลี่ยน ความรู้ ความคิดเห็น เกี่ยวกับนิทาน

3.เพื่อปรับทัศนคติผู้ใช้เทคโนโลยีไร้สายที่มีผลต่อนิทาน

4.เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาของนิทาน

 

ผู้เข้าร่วมสัมมนา

                นิสิตชั้นปีที่ 4 ภาควิชาสารสนเทศศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และบุคคลทั่วไปที่สนใจ

 

วัน เวลา และสถานที่สัมมนา

                วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม 2554 เวลา 09.00 นาฬิกา ณ สถาบันวิจัยวัฒนธรรมและศิลปะ อาคารนวัตกรรมวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยบูรพา

 

รายละเอียดและวิธีการดำเนินงาน

จัดการ สัมมนา อภิปรายโดยผู้จัดสัมมนา และจัดวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ คุณมกุฏ อรฤดี บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ และอาจารย์พิเศษ สาขาวิชาบรรณาธิการ ถาม – ตอบ ปัญหา ร่วมแสดงความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมสัมมนา รับชมความรู้จากงานนิทรรศการ “โลกนิทาน”

 

ผู้รับผิดชอบโครงการ

นายกำพล พกนนท์                            รหัสนิสิต 51028546

นางสาวกุลธิดา สุธีวร                        รหัสนิสิต 51028553

นางสาวดลดา ชีวะธรรมมานนท์       รหัสนิสิต 51028614

นายกิตติวัฒน์ พัฒนสาร                    รหัสนิสิต 51121766

นายปฏิภาณ ผัสสะผล                       รหัสนิสิต 51121872

 

งบประมาณ

นิสิตชั้นปีที่ 4 ภาควิชาสารสนเทศศึกษา กลุ่มนิทาน

 

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1. เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากการเข้าร่วมสัมมนา

2. ผู้ปกครองเกิดความรู้ความเข้าในตระหนักถึงความสำคัญของนิทาน

3. สามารถปรับใช้เทคโนโลยีไร้สายให้เกิดประโยชน์ต่อนิทานได้

 

การติดตามผล

โดยวิธีการผ่านการตอบรับหลังการสัมมนา บนเครื่อข่ายอินเทอร์เน็ต http://worldfable.wordpress.com

 

กำหนดการสัมมนา

เรื่อง “การวิเคราะห์ความอยู่รอดของนิทานท่ามกลางยุคเทคโนโลยีไร้สาย”

และงานนิทรรศการ “โลกนิทาน”

จัดโดย

นายกำพล พกนนท์  นางสาวกุลธิดา สุธีวร  นางสาวดลดา ชีวะธรรมมานนท์

นายกิตติวัฒน์ พัฒนสาร นายปฏิภาณ ผัสสะผล

ในวันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม 2554

ณ สถาบันวิจัยวัฒนธรรมและศิลปะ อาคารนวัตกรรมวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยบูรพา

วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม 2554

เวลา 09.00 – 09.30 นาฬิกา             ลงทะเบียน และชมนิทรรศการ “โลกนิทาน”

เวลา 09.30 – 09.45 นาฬิกา             การกล่าวเปิดการสัมมนา พร้อมวัตถุประสงค์ในการจัดงาน โดย นางสาวดลดา ชีวะธรรมมานนท์

และประธานกล่าวเปิดงาน โดย รองศาสตราจารย์ไพพรรณ อินทนิล

เวลา 09.45– 10.45 นาฬิกา              ให้ความรู้และประโยชน์ของนิทาน โดย คณะผู้จัดงานสัมมนา

เวลา 10.45– 11.45 นาฬิกา               อภิปรายเรื่อง “การวิเคราะห์ความอยู่รอดของนิทานท่ามกลางยุคเทคโนโลยีไร้สาย” โดย ผู้ทรงคุณวุฒิ คุณ มกุฏ อรฤดี บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ และอาจารย์พิเศษ สาขาวิชาบรรณาธิการ

เวลา 11.45 – 12.00 นาฬิกา             สรุปผลการสัมมนา พร้อมตอบข้อซักถาม

เวลา 12.00 นาฬิกา                             กล่าวขอบคุณวิทยากร ผู้เข้าร่วมสัมมนา และปิดการสัมมนา

นิทานกับภูมิศาสตร์ของโลก

การแบ่งนิทานตามเขตพื้นที่ (Area) การแบ่งนิทานพื้นบ้านลักษณะนี้ แบ่งโดยอาศัยเขตแดนทางภูมิศาสตร์ เป็นเขตใหญ่ๆ ดังนี้

1.1 เขตอินเดีย มีวรรณกรรมที่จารึกเป็นลายลักษณ์อักษรมีอายุกว่า 2,000 ปี นิทานที่เป็นนิทานพื้นบ้านมีทั้งที่เป็นฝ่ายศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธ และนิทานศาสนาอื่นๆ เป็นอันมาก เช่น ปัญจตันตระและชาดก นักมานุษยวิทยาถือว่าอินเดียเป็นแหล่งกำเนิดใหญ่แห่งนิทานพื้นบ้าน ซึ่งต่อมาได้แพร่กระจายไปเกือบทั่วโลก ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชียอาคเนย์เป็นถิ่นที่อยู่ใกล้ จึงได้รับอิทธิพลมาก โดยเฉพาะนิทานประเภทที่เกี่ยวกับศาสนาทั้งศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์และอื่นๆ

1.2 เขตประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม ผู้คนในเขตนี้ใช้ภาษาอาหรับเหมือนกัน มีขนบธรรมเนียมประเพณีและพิธีกรรมทางศาสนาเหมือนกัน ทำให้ประสานคนในเขตนี้เข้าด้วยกัน และถือว่าการเล่านิทานเป็นอาชีพสำคัญ นักเล่านิทานมีทั่วไปในหมู่บ้าน ในเมืองใหญ่และตามตลาดที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากัน นิทานสำคัญได้แก่ พันหนึ่งทิวา (Thousand and One Night)

1.3 เขตชนชาติยิวในเอเชียไมเนอร์ มีชนชาติยิวเป็นตัวกลางรับถ่ายทอดนิทานจากเอเชียไปยังยุโรป และจากยุโรปมายังเอเชีย มีนิทานพื้นบ้านเป็นจำนวนมากที่เล่ากันแพร่หลายในชุมชนชาวยิว ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในยุโรปและอเมริกา

1.4 เขตประเทศสลาวิค คือ ดินแดนอันกว้างใหญ่ของรัสเซีย ลักษณะของนิทานพื้นบ้านของเขตรัสเซียมีลักษณะประสม คือเป็นแบบตะวันออกในบางถิ่นที่มีเขตติดต่อกับตะวันออกของรัสเซีย แล้วแผ่ขยายไปจนถึงตอนกลางของไซบีเรีย

1.5 เขตรัฐต่างๆ แถบตะวันออกของทะเลบอลติก ได้แก่ฟินแลนด์ เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย เป็นแหล่งสำคัญของนิทานพื้นบ้าน เป็นที่แลกเปลี่ยนนิทานกับเขตอื่นๆ ทั้งอิทธิพลของตะวันออกและอิทธิพลของตะวันตก

1.6 เขตแหลมสแกนดิเนเวีย ได้แก่ ชนชาติที่อยู่ในแหลมสแกนดิเนเวียมีสวีเดน นอรเวย์และเดนมาร์ก ได้เข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่เป็นเวลาช้านาน ก่อนสมัยประวัติศาสตร์ และเป็นคนเผ่าพันธุ์เดียวกับชนชาติที่อยู่บนเกาะฟาโร (Faroe Island) และไอซแลนด์ (Iceland) พวกที่อยู่แถบแหลมสแกนดิเนเวีย และเกาะทั้งสองมีนิทานพื้นบ้านคล้ายคลึงกันมาก

1.7 เขตของชนชาติที่พูดภาษาเยอรมัน นิทานของเยอรมันมีลักษณะประสมมีต้นเค้ามาจากชาติอื่นๆ อีกหลายชาติ เยอรมนีเป็นตัวกลางรับถ่ายทอด เนื่องจากประเทศเยอรมนี มีเขตติดต่อกับประเทศสโลวาเกียทางด้านตะวันออก และติดต่อกับประเทศในยุโรปทางทิศตะวันตกและทิศใต้ นิทานพื้นบ้านของประเทศแถบทะเลบอลติก โบฮิเมีย ยูโกสลาเวีย ฮังการี เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีเค้าใกล้เคียงกับนิทานเยอรมันพอที่จะเทียบเคียงกันได้

1.8 เขตประเทศฝรั่งเศส ประเทศฝรั่งเศสเป็นแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมของยุโรปแห่งหนึ่ง ชาวฝรั่งเศสมีนิทานต่างๆ มาช้านาน เป็นที่นิยมเล่าสืบต่อกันมาและกระจายไปทั่วยุโรป และส่วนที่ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายรับจากที่อื่น ก็นำมาประสมประสานกันเป็นแบบฝรั่งเศสก็มีมาก และนิทานเหล่านี้ติดตามชาวฝรั่งเศสที่ไปตั้งถิ่นฐานในแถบต่างๆ ของโลก เช่น ในสหรัฐอเมริกา (โดยเฉพาะในมลรัฐหลุยเซียนาและมลรัฐมิสซูรี) และในทวีปแอฟริกา เป็นต้น

1.9 เขตประเทศสเปนและโปรตุเกส นิทานพื้นบ้านของประเทศนี้มีลักษณะแตกต่างออกไปจากแถบอื่นๆ พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศสเปน เคยถูกแขกมัวร์ครอบครองอยู่เป็นเวลานานถึง 700 ปี จึงมีร่องรอยของวัฒนธรรมอิสลามปรากฏอยู่ อิทธิพลของศาสนานิกายออร์โธดอกซ์และคาทอลิคอยู่ในนิทานที่เกี่ยวกับ

เทวดาและนักบุญมากมาย เมื่อชาวสเปนและโปรตุเกสอพยพไปตั้งถิ่นฐานที่อื่น เช่น ในอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ก็นำวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนติดไปด้วย

1.10 เขตประเทศอิตาลี การเก็บรวบรวมนิทานพื้นบ้านยุโรป มีขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศอิตาลี ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16-17 มีนิทานหลายเรื่องมีคุณค่าได้รับการปรับปรุง ให้เป็นวรรณคดีนิทานของอิตาลีได้กระจายต่อไปยังซิซีลี ซาร์ดิเนีย เกาะคอร์ซิกาและเกาะมอลตา

 

1.11 เขตประเทศอังกฤษ นิทานพื้นบ้านของอังกฤษมีไม่มากนัก ความนิยมในการเล่าเรื่องมักจะอยู่ในรูปของร้อยกรอง เช่น Ballad แต่ยังมีเค้าวรรณกรรมอื่นๆ ที่แสดงว่าอังกฤษมีนิทานชาวบ้านมิใช่น้อยเหมือนกัน และมีการรวบรวมนิทานพื้นบ้านมาตั้งแต่เมื่อประมาณ 100 กว่าปีมาแล้ว นิทานเรื่องสำคัญๆ เช่น แย็คและต้นถั่วแย็คผู้ฆ่ายักษ์ คนฉลาดเมืองกอแธม ซึ่งมีลักษณะเป็นอังกฤษเด่นชัด

1.12 เขตสกอตแลนด์และไอร์แลนด์ ผู้รวบรวมนิทานพื้นบ้านชาวอิตาลีชื่อแคมป์เบลล์ (Campbell) ได้รวบรวมนิทานของเขตนี้ไว้ ในลักษณะภาษาถิ่นมีผู้แปลออกเป็นภาษาอื่นๆ อีกหลายภาษา

สารัตถะของนิทาน (Motif- Index)

A Mythological Motifs (เทพนิยาย) เกี่ยวกับการสร้างโลก ธรรมชาติของโลก กำเนิดชีวิต การสร้างสัตว์และพืช มีประเภทแยกย่อยลงไปอีก ดังตัวอย่างดังนี้

A 0 – A 99 นิทานเกี่ยวกับพระผู้สร้างโลก เช่น เรื่องพระพรหมของอินเดีย

A 100 – A 499 เทพเจ้าต่างๆ

A 1000 – A 1099 การทำลายโลก เช่นน้ำท่วมโลก ไฟล้างโลก

Inspirational+Stories.jpg (348×277)

A 1100 – A 1199 การจัดระบบทางธรรมชาติ เช่น มีกลางวันกลางคืน

A 1200 – A 1699 การสร้างและจัดระเบียบมนุษย์ เช่น กำเนิดมนุษย์ การสร้างสตรี

A 1700 – A 2199 การสร้างสัตว์

A 2600 – A 2699 กำเนิดต้นไม้ต่างๆ

B Animals (สัตว์) แต่มีนิทานเกี่ยวกับสัตว์บางเรื่องที่ไม่จัดอยู่ในสารัตถะนี้ เพราะสัตว์นั้นเป็นแต่เพียงตัวประกอบไม่ใช่ตัวสำคัญ มีประเภทย่อยคือ

B 0 – B 99 สัตว์ในนิทานปรัมปรา เช่น มังกร นางเงือกและครุฑ เป็นต้น

B 100 – B 199 สัตว์วิเศษ เช่น นกวิเศษกินแล้วมีเงินเกิดขึ้นใต้หมอนหนุนทุกคืน

B 200 – B 299 สัตว์ซึ่งมีลักษณะเหมือนคนเช่น นางวิฬาร์ แมวพูดได้ ในเรื่องไชยเชษฐ์

B 300 – B 399 สัตว์ซึ่งเป็นมิตรกับคน เช่น แมว หมา มารับใช้ช่วยเหลือ

B 600 – B 699 คนแต่งงานกับสัตว์ เช่น กบ งู อสูร นาค

B 700 – B 799 ลักษณะอันน่าอัศจรรย์ของสัตว์ เช่น เพชร มีกำเนิดในหัวแรด และหัวนกกะเรียน เป็นต้น

C Tabu ของต้องห้าม เช่น เรื่องห้ามนำน้ำส้มสายชูไปเมืองลพบุรี เป็นต้น

D Magic เวทมนต์คาถา เป็นหมวดใหญ่แบ่งออกดังนี้

D 0 – D 699 การกลายร่าง เช่น นาคเปลี่ยนเป็นคน

D 700 – D 799 การสิ้นแรงมนต์ เช่น หนุมานผูกผมทศกัณฐ์เข้ากับผมนางมณโฑ และสาปว่าให้หลุดต่อเมื่อนางมณโฑตบศีรษะทศกัณฐ์สามครั้งเป็นต้น

D 800 – D 1699 วัตถุวิเศษ เช่น ไม้เท้าของพระสังข์ทองทำให้เหาะได้

E The Dead ความตาย

E 0 – E 199 การชุบชีวิตใหม่ เช่น ในเรื่องคาวี

E 200 – E 599 เรื่องผีและการกลับฟื้นคืนชีพ (Ghosts &Other Revenants)

E 600 – E 699 การกลับชาติมาเกิด เช่น ในเรื่องปลาบู่ทอง

F Marvels สิ่งประหลาดมหัศจรรย์ต่างๆ

F 0 – F 199 การเดินทางไปโลกอื่น

F 700 – F 899 สถานที่หรือสิ่งแปลกมหัศจรรย์ เช่น ต้นนารีผล วิมานฉิมพลี ของพระยาครุฑ

F 900 – F 1099 เหตุการณ์ประหลาด เช่น เมืองล่มเพราะกินกระรอกเผือก

G Ogres ยักษ์รากษส รวมพวกแม่มดหมอผี ฯลฯ ด้วย หมวดนี้นับว่ามีส่วนเหลื่อมล้ำกับหมวด E และ F มาก แบ่งเป็น

G 10 – G 399 ชนิดของยักษ์รากษส

G 400 – G 499 เมื่อยักษ์รากษสชนะ

G 500 – G 599 เมื่อยักษ์รากษสแพ้

H Tests การทดสอบหรือพิสูจน์

H 0 – H 199 การพิสูจน์ทางหลักฐานโดยการทำให้จำได้ เช่นเกือกแก้วของนางซินเดอเรลลา หรือในเรื่องพระนล ที่นางทมยันตีสามารถเลือกพระนลได้พราะนางรู้ลักษณะของเทวดา เป็นต้น

H 200 – H 299 การพิสูจน์ความหรือการตัดสินความ เช่น พระมโหสถตัดสินคดีหญิงแย่งลูกกัน

H 300 – H 499 การพิสูจน์ตอนแต่งงาน

H 500 – H 899 การทดลองความฉลาด

H 900 – H 1199 การทดสอบความมั่นคงกล้าหาญในการทำงาน

H 1200 – H 1399 การทดสอบความกล้าหาญโดยการเดินทางผจญภัย

H 1400 – H 1599 การทดสอบอื่นๆ

J The Wise and the Foolish คนโง่ คนฉลาด เป็นเรื่องทางนามธรรม คือจิตใจส่วนใหญ่ของสารัตถะนี้ ได้จากนิทานตลก มีประเภทย่อยดังนี้

J 0 – J 199 ที่มาและความมีปัญญา

J 100 – J 1099 การกระทำที่โง่เง่าและหลักแหลม

J 1100 – J 1699 ความเฉลียวฉลาด ประเภทย่อยทั้งสามข้างต้น ได้จากพวกนิทานชาดก

J 1700 – J 2799 คนโง่เง่า

K Deceptions กลลวง หรือการล่อให้หลงผิด ตรงข้ามกับสารัตถะ J เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกระทำเป็นใหญ่ สารัตถะนี้อยู่ในเรื่องศรีธนญชัยเกือบทั้งหมด แบ่งย่อยเป็น

K 0 – K 99 การแข่งขันชนะได้ด้วยกลลวง เช่น กระต่ายแข่งกับเต่า แล้วเต่าเอาญาติไปซุ่มที่เส้นชัย

K 100 – K 299 กลเม็ดในการค้าขาย

K 300 – K 499 โจรกรรม และกลโกง

K 500 – K 699 การหลบหนีโดยกลลวง

K 700 – K 799 การจับกุมด้วยอุบาย

K 800 – K 999 อุบายสังหาร เช่นในเรื่องพระรถเสน นางแม่เลี้ยงมอบสารตราให้พระรถถือสารไปเอามะม่วงรู้หาวมะนาวรู้โห่ แต่ในสารนั้นกลับเป็นคำสั่งฆ่าพระรถ เป็นต้น

K 1000 – K 1099 กลลวงให้อีกฝ่ายทำร้ายตัวเอง

K 1200 – K 1299 กลลวงให้ได้อาย

K 1300 – K 1399 กลลวงแต่งงาน

K 1400 – K 1499 อุบาย “ต้มหมู”

K 1500 – K 1599 อุบายทำผิดประเวณี

K 1600 – K 1699 ติดกับตัวเอง

K 1700 – K 1799 กลลวงโดยวิธีขู่ เช่น แพะขู่เสือ

K 1800 – K 1899 อุบายปลอมตัว

K 1900 – K 1999 การสวมรอย

K 2000 – K 2299 คนทรยศหักหลัง

K 2300 – K 2399 กลลวงอื่นๆ

L Reversal of Fortune ชะตากรรม เช่น พระราชาผู้หยิ่งผยองกลับตกยาก เป็นต้น

M Odaining the Fortune โชคชะตาหรือพรหมลิขิตตามกรรม เช่นพญาพานเกิดมาฆ่าพ่อ

N Chance and Fate โชคลาภและชะตากรรม เช่น คนไม่มีโชคแม้เทวดาประทานทรัพย์สมบัติมากมายก็ไม่อาจรักษาไว้ได้ และเป็นเรื่องเกี่ยวกับขุมทรัพย์ต่างๆ ด้วย

P Society ระบบความเป็นอยู่ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องพระราชาหรือเจ้าชายทุกเรื่อง เช่นเกี่ยวกับอาชีพกับฐานะในสังคม กฎข้อบังคับ ฯลฯ ก็ได้

Q Rewards and Punishments รางวัลและการลงโทษ

R Captives and Fugitives เรื่องถูกจับแล้วหลบหนีได้

S Unnatural Cruelty ความโหดร้ายผิดธรรมดา เช่น ที่แม่เลี้ยงมีต่อลูกเลี้ยง

T Sex เรื่องทางเพศ มีการเกี้ยวพาราสี ความรัก การแต่งงาน ชีวิตสมรส กำเนิดของเด็ก (มักผิดธรรมดา เช่น เกิดจากกระบอกไม้ไผ่ เป็นต้น) พร้อมทั้งเรื่องเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศอื่นๆ เช่น ลูกเขยกับแม่ยายชอบกันหรือพี่ชายน้องสาวรักกันเป็นต้น

U หมายเหตุ: ไม่มี

V Religion ศาสนา ว่าถึงความแตกต่างทางศาสนา หรือวัตถุเคารพทางศาสนา

W Traits of Character ลักษณะประจำนิสัยของคน เช่น คนสุภาพ คนสามหาว

X Humor เรื่องขบขัน

Z Miscellaneous Groups of Motifs สารัตถะย่อย

Z 0 – Z 99 เรื่องเล่าซ้ำนิทานเข้าแบบ Formular Tale ซึ่งมีแบบเฉพาะของการดำเนินเรื่อง ดังได้อธิบายแล้ว

Z 200 – Z 299 เกี่ยวกับวีรบุรุษ

Z 300 – Z 399 เกี่ยวกับข้อยกเว้นพิเศษ (Stith Thompson. 1951:488-500.)

จุดกำเนิดและวิวัฒนาการของนิทาน

จุดกำเนิดและวิวัฒนาการของนิทาน

            การ ถ่ายทอดเรื่องราวให้แก่กันในหมู่มนุษย์นั้น อาจกล่าวได้ว่าเริ่มขึ้นพร้อมกับการกำเนิดภาษาพูด นับเป็นจิตวิทยาความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ที่ต้องการสื่อสารกับบุคคลรอบข้าง เล่าประสบการณ์ ความเชื่อ ความหวาดกลัว เพื่อแลกเปลี่ยนหรือสืบสานต่อรุ่นสู่รุ่นไปเรื่อยๆ แรกเริ่มทีเดียวนั้น มนุษย์เราเริ่มการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆผ่านการสวดมนต์ มนุษย์มักร้องเพลงหรือบทสวดมนต์ขณะกำลังทำงานไปด้วย เพื่อสร้างกำลังใจและความครื้นเครงในกลุ่ม และต่อมาก็พัฒนาขึ้นเป็นการเล่าเรื่องในเชิงสังคม เช่น เพื่อถ่ายทอดความเชื่อหรือศรัทธา การถ่ายทอดค่านิยมทางวัฒนธรรม ด้านการศึกษา การสืบทอดตำนาน เรื่องเล่าปรัมปราต่างๆ หรือด้านเพื่อความบันเทิงดังจะเห็นได้จากนิทาน เป็นต้น

ความทรงจำพื้น บ้าน (Folk memory) เป็นคำที่ใช้บรรยายเรื่องราว, ตำนานพื้นบ้าน หรือ ประมวลเรื่องปรัมปราเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เล่าขานกันต่อๆ มาจนชั่วลูกชั่วหลาน เหตุการณ์ที่บรรยายอาจจะเป็นความทรงจำของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นหลายสิบ, หลายร้อย หรือ หลายพันปีมาแล้ว ที่มักจะเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญต่อท้องถิ่น เรื่องราวที่เล่าอาจจะเป็นการอธิบายถึงรูปลักษณ์ของสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น, เป็นการให้เหตุผลเกี่ยวกับประเพณีนิยมทางวัฒนธรรม หรือ เป็นการอธิบายที่มาของที่มาของชื่อสถานที่ในท้องถิ่น เช่น ตำนาน น้ำท่วมโลกครั้งใหญ่ ที่ทำให้เกิดโดยพระเจ้าหรือเทพเจ้า เพื่อทำลายอารยธรรม โดยเป็นการตอบสนองผลกรรม เป็นประเด็นที่แพร่หลายในตำนานกรีกและตำนานในวัฒนธรรมอื่น ๆ เรื่องราวของโนอาห์และเรือของโนอาห์ในเจเนซิส, มัสยาวตาร ในคัมภีร์ปุราณะ ของฮินดู, ดูเคเลียน ในตำนานเทพเจ้ากรีก และ อุตนาปิชติม ในมหากาพย์กิลกาเมช เป็นต้น

เมื่ออารยะธรรมของมนุษย์พัฒนาสูงขึ้นจึง ผลผลิตที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านที่สร้างสรรค์ขึ้นในรูปแบบต่างๆโดยใช้ภาษา เป็นสื่อทั้งในรูปแบบของมุขปาฐะและที่เป็นลายลักษณ์อักษร  เช่น เพลง นิทาน  สุภาษิต เพื่อสร้างความบันเทิงในท้องถิ่น เสนอแง่คิด คติสอนใจในการดำเนินชีวิต  การศึกษาวรรณกรรมพื้นบ้านจะช่วยให้เข้าใจวิถีชีวิต ค่านิยม ความเชื่อของบรรพบุรุษ วีรบุรุษหรือวีรสตรีที่เคารพนับถือประจำท้องถิ่น ซึ่งเป็นรากฐานความคิดและพฤติกรรมของคนในยุคต่อมา

เริ่มต้นจากการที่ มนุษย์เริ่มการถือกำหนดคุณลักษณะความเป็นมนุษย์ให้แก่สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ สิ่งของ สิ่งนามธรรม ที่มีอยู่จริงหรือมีอยู่เพียงแต่ในจินตนาการก็ตาม คุณลักษณะดังกล่าวอาจหมายถึงความมีสติสำนึกรู้ ความรู้สึก อารมณ์ การมีเจตจำนง รวมไปถึงคุณธรรมของมนุษย์ (Anthropomorphism) จากการศึกษาทางโบราณคดี พบหลักฐาน Anthropomorphism ย้อนหลังไปไกลที่สุดคือเมื่อ 30,000 ปีที่แล้ว คือภาพวาดครึ่งคนครึ่งสัตว์บนผนังถ้ำ เช่นเดียวกันกับตำนาน ความเชื่อทางศาสนาต่างๆที่กล่าวถึงจิตวิญญาณของธรรมชาติ แม่น้ำ สายลม พระแม่ปฐพีที่ให้กำเนิดโลก พระเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่ง และเทพเจ้าที่มีรูปลักษณ์และคุณธรรมอย่างมนุษย์

ศัพท์คำว่า Anthropomorphism ถูกนำมาใช้ครั้งแรกโดยนักปราชญ์ชาวกรีกนามว่า Xenophanes เมื่อ 2,600 ปีก่อน เมื่อเขาสังเกตว่าผู้คนจะนับถือบูชาเทพเจ้าที่มีรูปลักษณ์เหมือนกับพวกเขา เช่น เทพเจ้าของชาวกรีกมักจะมีผิวกายขาว ในขณะที่เทพเจ้าของชาวเอธิโอเปียมักจะมีผิวกายดำ Xenophanes ยังเสนออีกว่าหากม้าและลามีความเชื่อทางศาสนา พระเจ้าของพวกมันก็คงจะมีสี่ขา เหล่านี้ถือเป็นต้นกำเนิดรูปแบบการเล่านิทานโดยใช้สัตว์เป็นตัวละครในการ ดำเนินเรื่องราว และเน้นไปที่ความเชื่อทางศาสนา พระเป็นเจ้า ธรรมชาติและเหนือธรรมชาติ

เทพปกรณัมกรีก เป็นเรื่องปรัมปราและตำนานที่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้า, วีรบุรุษ, ธรรมชาติของโลก และจุดกำเนิดและความสำคัญของวิถีปฏิบัติและพิธีในทางศาสนาของพวกเขา เทพปกรณัมกรีกเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาในกรีซโบราณ เกิดขึ้นเมื่อราว 900-800 ปีก่อนคริสตกาล  มีข้อสันนิษฐานของที่มาของการเกิดเทวเทพปกรณัมกรีก อาจเป็นเพราะชาวกรีกโบราณพยายามหาคำตอบให้กับตัวเองว่าทำไมฟ้าร้อง ฟ้าผ่า หรือเหตุใดจึงมีเสียงสะท้อนจากถ้ำเมื่อเราส่งเสียง หรือ ฯลฯ นั่นเพราะความกลัวปรากฏการณ์ธรรมชาติจึงพยายามหาเหตุผลและชาวกรีกชอบฟัง นิทานเรื่องเล่าปรัมปรา, ชอบแต่งโคลงกลอน จึงรักการขับลำนำและดีดพิณคลอไปด้วยจึงทำให้การขับลำนำเป็นที่นิยม เล่ากันว่าโฮเมอร์ (Homer) ก็เป็นนักขับลำนำชั้นยอดคนหนึ่งของกรีก ใคร ๆ ก็รักน้ำเสียงการเล่านิทานของเขา แรกเริ่มเทวตำนานเป็นบทกลอนที่ท่องจำกันมาเป็นรุ่น ๆ ต่อมามีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เราจึงไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้แต่งเทพปกรณัม

เทพปกรณัมนอร์ส เป็นตำนานตามความเชื่อของชาวนอร์ส หรือสแกนดิเนเวีย มีตำนานการเกิดโลกเช่นเดียวกับชนเผ่าอื่นๆ ซึ่งสานต่อตำนานผ่านปากต่อปากกันยุคกลางตอนต้น ซึ่งจนมาถึงในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 13 สนอร์รี สเทอร์ลิวซัน นักประวัติศาสตร์และนักเทววิทยาชาวไอซ์แลนด์ ได้รวบรวมเรื่องราวของเทพเจ้าต่างๆของชนพื้นเมืองมาจากกวีหลายคนทั้งในบทกวี เอ็ดดาและมหากาพย์เอ็ดดา

นิทานโบราณยุคนี้เน้นการเล่าเรื่องซึ่งแฝง ด้วยคติธรรมสอนใจ จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นต้นแบบของการเล่านิทานในยุคต่อๆมา ซึ่งนักเล่านิทานฝั่งโลกตะวันตกที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนั้น คือ ทาสชาวกรีก มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลา 560-620 ปีก่อนคริสต์ศักราช นามว่า อีสป นิทานของเขาได้รับความนิยมอย่างมากจากคนฟัง ชีวิต ของเขาจึงทำงานด้วยการเล่านิทานเป็น กิจวัตร จนทำให้ทุกคนในท้องถิ่นที่เขาอยู่รู้จักเขาเป็นอย่างดี และทุกคนต่างก็อยากฟังนิทานของ เขาไม่ว่าจะเป็นทั้งเด็กหรือผู้ใหญ่  การเล่าเรื่องของอีสป จึงไม่มีใครคิดว่า เขากำลังสั่ง สอนให้คนอยู่ในศีลในธรรม แต่ทุกคน ฟังเรื่องราวของเขาเพราะความสนุกสนาน เรื่องราวของเขาจึงถูกเรียกขานกันในนามว่า “นิทาน”

ทางฝั่งเอเชียก็มี ชาดก เป็น เรื่องเล่าคล้ายนิทาน บางครั้งจึงเรียกว่า นิทานชาดก แต่มีความหมายแตกต่างจากนิทานที่เล่ากันทั่วไป คือ ชาดกเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง แต่นิทานเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นชาดกที่ทรงเล่านั้นมีนับพันเรื่อง หมายถึง พระองค์ได้เสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์นับพันชาติ โดยทรงเกิดเป็นมนุษย์บ้าง เป็นสัตว์บ้าง แต่ที่รู้จักกันโดยทั่วไป คือ 10 ชาติสุดท้ายที่เรียกว่า ทศชาติชาดก และชาติสุดท้ายที่สุดที่ทรงเกิดเป็นพระเวสสันดร จึงเรียกเรื่องพระเวสสันดรนี้ว่า เวสสันดรชาดก อีกเรื่องหนึ่งคือ ปัญจตันตระ เป็นนิทานโบราณของอินเดีย คาดว่ามีต้นกำเนิดที่แคชเมียร์เมื่อ พ.ศ. 343 เขียนด้วยภาษาสันสกฤต ได้รับอิทธิพลจากนิทานชาดกของพุทธศาสนา นิทานปัญจตันตระเป็นนิทานซ้อนนิทานซึ่งเป็นลักษณะที่พบบ่อยในวรรณคดีภาษา สันสกฤต ลักษณะเดียวกับนิทานเวตาลและกถาสริตสาคร  แถบตะวันออกกลางก็มีเรื่อง อาหรับราตรี ะนิทานอาหรับ ที่รวบรวมเรื่องเล่าจากผู้แต่งคนต่าง ๆ มาเป็นเวลานับพันปีในยุคอาหรับโบราณและเปอร์เซียโบราณ นักวิชาการบางคนให้ความเห็นว่านิทานเอเชียโบราณนี้อาจได้รับอิทธิพลจากกรีก หรือแถบเอเชียไมเนอร์

ในคริสต์ศตวรรษที่ 17  จอห์น อามอส โคมินิอุส (Johann Amoss Cominius) เป็นพระในนิกายโปรแตสเตนท์ ดำรงตำแหน่งเป็นสังฆราชแห่งโมราเวียในเยอรมัน ท่านได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับวิธีสอนแบบใหม่โดยเขียนหนังสือชื่อ “The Great Didactic” (วิธีการสอนอันยิ่งใหญ่)  เป็นหนังสือที่แสดงการสอนทุกขั้นตอน  โดยยึดหลักสำคัญหลายประการ เช่น วิธีเลียนแบบธรรมชาติ การเรียนการสอนต้องออกแบบให้เหมาะกับวัย ความสนใจและความสามารถของผู้เรียน สอนสิ่งที่มีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน สอนจากสิ่งที่ง่ายไปยาก แบบเรียนควรมีภาพประกอบ มีการยกตัวอย่างประกอบ ห้องเรียนควรมีบรรยากาศที่ดี เป็นต้น นอกจากนี้ท่านยังได้แต่งหนังสือซึ่งถือว่าเป็นสื่อการสอนที่มีชื่อเสียงมาก คือ Orbis Pictus  (โลกในรูปภาพ) เป็นหนังสือที่มีภาพประกอบอย่างสมบูรณ์ถึง 150 ภาพ ทั้งนี้ ท่านยังเน้น การสอนภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ  จึงทำให้โคมินิอุสเป็นที่ยอมรับและได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งเทคโนโลยีการศึกษา”

ยุคกลางในทวีปยุโรปนั้นถือกันว่าเป็นยุค มืด(Dark Age) ด้วยศาสนจักรมีบทบาทครอบงำความคิดความเชื่อของประชาชน จึงก่อให้วัฒนธรรมที่เชื่อกันว่าปีศาจกับเหล่าแม่มดมีตัวตนจริง ซึ่งส่งผลให้เนื้อหาในนิทานจะเอ่ยถึงเรื่องราวเหมือนกับว่าเป็นประวัติ ศาสตร์จริงๆ ที่เคยเกิดขึ้นนานมาแล้ว บางครั้ง เทพนิยาย ก็หมายรวมถึง ตำนาน ด้วย อย่างไรก็ดี ส่วนที่ไม่เหมือน ตำนาน หรือ มหากาพย์ ก็คือ เทพนิยายจะไม่อ้างอิงถึงสิ่งที่มีจริงในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นศาสนา สถานที่ บุคคล หรือเหตุการณ์ใดๆ เหตุการณ์ในเทพนิยายเกิดขึ้นเมื่อ “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว” ที่ไม่สามารถระบุเวลาอย่างแน่ชัดได้

เป็นการ ยากที่จะสืบหาประวัติความเป็นมาของเทพนิยาย เพราะสิ่งที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบันมีแต่เพียงงานเขียนที่เป็นเอกสารเท่านั้น แต่นักเล่านิทานได้สืบทอดเรื่องราวกันมานานหลายศตวรรษแล้ว ซึ่งเทพนิยายอาจเกิดขึ้นมานานพอๆ กัน แม้ในช่วงนั้นยังไม่สามารถแยกประเภทได้ชัดเจน คำว่า “เทพนิยาย” บัญญัติขึ้นใช้สำหรับวรรณกรรมประเภทนี้เป็นครั้งแรกโดยมาดามดัลนอย (Madame d’Aulnoy) ปัจจุบันยังคงมีการประพันธ์เทพนิยายและเรื่องราวที่สืบเนื่องจากเทพนิยาย อยู่เสมอ

ล่วงเข้าสู่ยุคศิลปะบาโรก ประมาณต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นยุคที่นิทานในยุโรปกลับมาได้รับความนิยมสูงขึ้นอีกครั้งจากการนำ นิทานอีสปมาปรับปรุงใหม่โดยฌ็อง-เดอ ลา ฟอนเต นักเล่านิทานชาวฝรั่งเศส โดยปรับแต่งให้มีการเหน็บแนม เสียดสีสังคม ศาสนจักร เป็นต้น การแต่งนิทาน วรรณกรรมเพื่อสังคมของฌ็อง-เดอ ลา ฟอนเต นี้เองเป็นตัวอย่างให้นักเขียนอีกหลายคนในยุโรปยึดถือเป็นแบบอย่าง และในยุคนี้เองวรรณกรรมเด็กก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้นเช่นกัน ด้วยชาร์ล แปโร นักเขียนชาวฝรั่งเศสผู้วางรากฐานวรรณกรรมในยุคใหม่และวรรณกรรมประเภท เทพนิยาย มีชื่อเสียงมากจากผลงานเรื่อง Le Petit Chaperon rouge (หนูน้อยหมวกแดง) La Belle au bois dormant (เจ้าหญิงนิทรา) Le Maître chat ou le Chat botté (แมวน้อยในรองเท้าบูต) Cendrillon ou la petite pantoufle de verre (ซินเดอเรลล่า) เป็นต้น

ในปี 1740 เข้าสู่ยุคเรืองปัญญา จอห์น นิวเบอรี่ ชาวอังกฤษ เป็นคนแรกที่เริ่มอุตสาหกรรมการพิมพ์วรรณกรรมเด็กเป็นเล่มออกจำหน่าย แม้กระนั้นวัฒนธรรมการเล่าเรื่องแบบปากต่อปาก รุ่นสู่รุ่นก็ยังคงอยู่ ปี 1789 วิลเลี่ยม เบลค กวีชาวอังกฤษได้เขียนหนังสือชื่อ Songs of Innocence เพื่อเป็นหนังสือนอกโรงเรียนสำหรับเด็ก เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจโลกด้วยตัวเอง นี่เองเป็นต้นแบบสำคัญให้นักเขียนรุ่นต่อมาใช้เป็นหลักปรัชญาการศึกษาของ เด็ก เช่น ฌ็อง-ฌัก รูโซ เป็นนักปรัชญา นักเขียน นักทฤษฎีการเมือง และนักประพันธ์เพลงที่ฝึกหัดด้วยตนเอง เป็นต้น

เข้าสู่ยุคศิลปะจินต นิยม นับเป็นยุคที่นิทานและวรรณกรรมเด็กรุ่งเรืองถึงขีดสุดก็ว่าได้ เจค็อบ ลุดวิจ กริมม์ และ วิลเฮล์ม คาร์ล กริมม์ สองพี่น้องนัก วิชาการชาวเยอรมันซึ่งเป็นที่รู้จักโด่งดังจากผลงานการรวบรวมนิทานพื้นบ้าน และเทพนิยาย ทำให้เทพนิยายมากมายแพร่หลายไปทั่วโลก เช่น รัมเพลสทิลสกิน สโนไวท์ ราพันเซล ซินเดอเรลล่า และ แฮนเซลกับเกรเธล ปี ค.ศ. 1812 พี่น้องกริมม์ได้ตีพิมพ์ผลงานรวบรวมเทพนิยายของพวกเขาเป็นครั้งแรก ชื่อว่า Tales of Children and the Home ซึ่งพวกเขารวบรวมเรื่องราวมาจากชาวบ้านชนบท เรื่องบางส่วนก็ขัดแย้งกับที่มาของเรื่องอื่นๆ ที่ตีพิมพ์ในวัฒนธรรมอื่นและภาษาอื่น พี่น้องกริมม์แบ่งงานกันทำ เจค็อบเน้นที่งานวิจัย ส่วนวิลเฮล์มทำหน้าที่ปะติดปะต่อเรื่องราว นำมาประพันธ์ใหม่ในรูปแบบวรรณกรรมและเขียนบรรยายในลักษณะของนิทานเด็ก พี่น้องทั้งสองยังให้ความสนใจกับนิทานพื้นบ้านและประวัติศาสตร์กำเนิดของ วรรณกรรม

ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน นักเขียนชาวเดนมาร์ก เขานำนิทานพื้นบ้านมาเล่าใหม่ เขาก็เริ่มแต่งนิทานเอง แล้วก็เติมความเศร้าหรือน่ากลัวเข้าไป เสริมด้วยจินตนาการเพ้อฝันและลีลาภาษาพูดเรียบง่าย เพื่อย้อมความหวานซึ้งให้กับคติของเรื่อง ‘ต้นสน’ เป็นเรื่องหนึ่งอันเป็นที่ชื่นชอบกันมากที่สุด เช่นเดียวกับ ‘เด็กหญิงไม้ขีดไฟ’ ‘เงือกน้อย’ ‘ราชินีหิมะ’ ‘ไนติงเกล’ ‘กล่องชุดจุดไฟ’ ‘ลูกเป็ดขี้เหร่’ และ ‘ชุดใหม่ของจักรพรรดิ’

ชาร์ล ลุดวิทซ์ ดอดจ์สัน นักเขียนชาวอังกฤษ ผลงานเด่นที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาคือ อลิซผจญภัยในดินแดนมหัศจรรย์ และภาคต่อที่ชื่อ Through the Looking-Glass จุดเด่นในวรรณกรรมของ ชาร์ล ลุควิก ด๊อดสัน คือการเล่นคำ ตรรกะและแฟนตาซี ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ และยิ่งกว่านั้นงานเขียนของเขาได้ฝังลึกเข้าไปในวัฒนธรรมสมัยนิยม และมีอิทธิพลโดยตรงกับนักเขียนจำนวนมากในเวลาถัดมา

คาร์โล คอลโลดิ นักประพันธ์ชาวอิตาลีได้เขียนเรื่อง พินอคคิโอ  ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1880 เป็นวรรณกรรมเยาวชนภาษาอิตาเลียน กลายมาเป็นเรื่องอ่านเล่นคลาสสิคสำหรับเด็ก และแพร่หลายอย่างกว้างขวาง โดยมีการแปลเป็นภาษาต่างๆ เผยแพร่ไปทั่วโลก เรื่องพินอคคิโอนั้น ได้รับความสำเร็จอย่างรวดเร็ว แต่ในตระกูลชนชั้นสูงนั้นในช่วงแรกๆ ถือว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะสมกับเด็กที่ได้รับการศึกษาที่ดีแล้ว

โจเซฟ รัดยาร์ด คิปลิง เป็นกวีและนักเขียนชาวอังกฤษ เป็นที่รู้จักจากผลงานอันมีชื่อเสียงคือ เมาคลีลูกหมาป่า งานเขียนเกี่ยวกับเด็กของเขาล้วนถือได้ว่าเป็นวรรณกรรมคลาสสิกสำหรับเด็กใน ปี ค.ศ. 1907 เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ซึ่งทำให้เขาเป็นชาวอังกฤษคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ และเขาเป็นผู้ได้รับรางวัลที่อายุน้อยที่สุดตลอดกาล

ลีแมน แฟรงก์ บอม นักเขียนชาวนิวยอร์ก งานที่สร้างชื่อเสียงได้แก่ The Wonderful Wizard of Oz (ค.ศ. 1900) อันถือได้ว่าเป็นวรรณกรรมเด็กระดับคลาสสิก และถือเป็นหนึ่งในผลงานซึ่งเป็นที่รู้จักในวัฒนธรรมของอเมริกันชน

นิทานไทย

กิ่ง แก้ว อัตถากร (2514: 210) กล่าวไว้ว่า เมื่อพิจารณาจากนิทานไทยที่มีผู้เก็บรวบรวมขึ้นจากที่ต่างๆ แล้ว อาจสรุปได้ว่านิทานที่เล่าสู่กันฟังในประเทศไทยนั้น มีที่มาจากหลายแหล่ง คือในประเทศ ต่างประเทศและวรรณกรรมลายลักษณ์

1. นิทานที่เกิดขึ้นในประเทศ

นิทาน พื้นบ้านบางเรื่อง เมื่อพิจารณาจากลักษณะตัวละครและลักษณะของเรื่องแล้วอาจสันนิษฐานได้ว่า น่าจะมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย นิทานดังกล่าวนี้ เช่น มุขตลก เรื่องนายทอง มุขตลกเกี่ยวกับคนต่างชาติ เรื่องผี เช่น นางนาคพระโขนง และนิทานชีวิตเรื่อง ไกรทอง และขุนช้างขุนแผน เป็นต้น อย่างไรก็ดี ไม่อาจสืบสาวได้ว่า นิทานเหล่านี้เกิดขึ้นแต่เมื่อใด ใครเป็นผู้คิดค้น และใครเล่าเป็นคนแรก

2. นิทานที่มีที่มาจากต่างประเทศ

นิทานไทย มีที่มาจากนิทานประเทศต่างๆ คือ ประเทศอินเดีย ลังกา และประเทศทางตะวันตก ที่มาจากอินเดียและลังกา เช่น รามายณะมีแพร่กระจายในท้องที่ต่างๆ ทั่วประเทศ นิทานไทยบางเรื่องเป็นนิทานจากอรรถกถาชาดก เช่น มหาเวสสันดรชาดก พระยาฉัททันต์ มโหสถสุวรรณสาม เป็นต้น บางเรื่องมาจากธัมมปทัฏฐกถา เช่น เรื่องพระเจ้าอุเทน เป็นต้น หรือมาจากนิทานอีสป เช่น นิทานเรื่องกระต่ายกับเต่า ลูกแพะกับหมาป่า เด็กเลี้ยงแกะ เป็นต้น นิทานที่เล่าสู่กันฟังในหมู่คนไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีการศึกษา อาจกล่าวได้ว่าเป็นนิทานฝรั่ง เช่นเรื่องสโนไวท์ หนูน้อยหมวกแดง พีน็อคคีโอ เจ้าหญิงนิทรา และเงือกน้อย เป็นต้น

3. นิทานที่มาจากวรรณกรรมลายลักษณ์

วรรณกรรม ลายลักษณ์เหล่านี้ อาจเคยเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะมาก่อน คือ เดิมอาจเป็นนิทานที่เล่าสู่กันฟัง แล้วภายหลังมีผู้รวบรวมขึ้นและบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อมีคนอ่าน ผู้อ่านก็อาจนำไปเล่าต่ออีก วรรณกรรมลายลักษณ์และวรรณกรรมมุขปาฐะของไทยจึงมีความสัมพันธ์กันอย่าง แน่นแฟ้น ถ่ายทอดกันไปมา นิทานที่เล่าสู่กันฟังหลายเรื่องมีเนื้อความตรงกับนิทานในปัญญาสชาดกและชาดก นอกนิบาตอื่นๆ เช่น เรื่องสังข์ทอง สังข์ศิลป์ไชย พระสุธน หงส์ผาคำ ก่ำกาดำ การะเกด ฯลฯ น่าสังเกตว่านิทานเหล่านี้โดยมากมักมีลักษณะรูปแบบเป็นนิทานมหัศจรรย์ ยิ่งภายหลังเมื่อมีการพิมพ์หนังสือจำหน่ายแพร่หลาย ผู้เล่านิทานบางคนก็นำนิทานที่ตนเคยอ่านมาเล่าต่อ เห็นได้ชัดจากการเล่านิทาน เรื่องดาวเรืองและลักษณวงศ์ในหนังสือวรรณกรรมจากบ้านใน เมื่อ ดร.กิ่งแก้ว อัตถากร ถามผู้เล่าว่า ได้ฟังนิทานเรื่องดังกล่าวจากไหน ผู้เล่าก็ตอบว่าเคยอ่านหนังสือที่มาจากโรงพิมพ์วัดเกาะ

จากข้อความ ข้างต้น สามารถสรุปที่มาของนิทานไทยไว้ว่านิทานที่เล่าสู่กันฟังในประเทศไทยนั้นมี ที่มาจากในประเทศ มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยแต่ไม่รู้ว่านิทานเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อใด ใครเป็นผู้คิดค้น และใครเล่าเป็นคนแรก นิทานไทยอาจมีที่มาจากนิทานประเทศต่างๆ แพร่กระจายในท้องที่ต่างๆ ทั่วประเทศด้วย นอกจากนี้นิทานไทยยังมีที่มาจากวรรณกรรมลายลักษณ์คือเล่าต่อปากกันมาก่อน แล้ว ภายหลังมีผู้รวบรวมขึ้นบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

ทฤษฎีการแพร่กระจายนิทานพื้นบ้าน (Dissemination of literature Theory)

การเล่าเรื่องต่าง ๆ สู่กันฟังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว เรื่องราวเหล่านี้มีกำเนิดมีวิวัฒนาการ และมีการแพร่กระจ่ายไปตามที่ต่าง ๆ แต่จะไม่มีการดับสูญ การเล่าเรื่องจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับที่มนุษย์มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นหมู่คณะ ซึ่งการรวมตัวนี้มีการทำให้เกิดแรงกระตุ้นในการที่จะเล่าเรื่อง และเกิดการต้องการที่จะฟังด้วย  ในตอนแรก ๆ การเล่าเรื่องสู่กันฟังคงจะเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์บางอย่างที่คนอื่น ๆ ไม่มีโอกาสได้ร่วมรับรู้กับผู้เล่า และต่อมาก็เป็นการสร้างสรรค์เรื่องราวจากจิตนาการ ตามความฝันของแต่ละบุคคล ศิลปะการสร้างสรรค์นี้จะถูกกำหนดโครงสร้าง รูปแบบ เนื้อหา และนำไปถ่ายทอดโดยกลุ่มคนต่าง ๆ ดังนั้นการเล่าเรื่องจึงเป็นสื่ออย่างหนึ่งที่มีความสำคัญ และมีความสัมพันธ์กับมนุษย์ตลอดมา

เรื่องเล่าเป็นประเพณีปรัมปราที่หลากหลายและยังคงทนยั่งยืนอยู่ในสังคมมนุษย์ เป็นศิลปะที่กลุ่มชนพื้นบ้านสร้างสรรค์ขึ้น แล้วเผยแพร่ออกไปสู่สังคมอื่น ๆ ประเพณีนี้สืบทอดกันต่อ ๆ มาจากรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง โดยเราไม่ทราบว่าผู้ที่เล่าเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นคนแรกคือใคร การถ่ายทอดก็เป็นแบบมุขปาฐะเป็นส่วนใหญ่ คือมีผู้เล่า มีผู้ฟัง ผู้ฟังจดจำเรื่องนั้นไปเล่าให้คนอื่นฟังอีก โดยอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง สาระบางอย่าง หรือตัดทอนเรื่องไปโดยตั้งใจหรือไม่ตั่งใจก็ได้ โดยไม่มีการจดบันทึกเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่บางครั้งประเพณีปรัมปรานี้จะเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นวรรณกรรมลายลักษณ์ คือผู้เล่าหรือผู้ฟังเป็นผู้จดบันทึก หรือนำไปพิมพ์เป็นหนังสือ เมื่อวิทยาการด้านการพิมพ์เจริญก้าวหน้าขึ้น แต่ความเป็นประเพณีปรัมปราหรือมรดกทางสังคมและวัฒนธรรมก็ยังคงอยู่

แม้นักวิชาการบางคนจะไม่ต้องการนำวรรณกรรมลายลักษณ์เข้ามาเกี่ยวข้องเพราะต้องการให้ความสำคัญแก่บทบาทของการถ่ายทอดด้วยปากอย่างเดียวก็ตาม แต่วรรณกรรมลายลักษณ์ก็คือสิ่งที่บันทึกตังวรรณกรรมมุข ปาฐะไว้ จึงมีความสำคัญในแง่ที่เป็นพยานหลักฐานในกระบวนการถ่ายทอดวรรณกรรมของประเพณีปรัมปรา  เกี่ยวกับการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรนี้ นักคติชนวิทยาได้สืบสาวถึงแหล่งข้อมูลดั่งเดิมและพบร่องรอยของการบันทึกนิทานเป็นตัวอักษรในจารึกของอียิปต์ว่ามีความเก่าแก่ถึง 1,600 ปีก่อนคริสต์ศักราช และในจารึกของอินเดีย กรีก เปอร์เซีย และฮิบรู เมื่อประมาณ 2,000 ปีมานี้ แต่เราก็ไม่อาจทราบแน่ว่าก่อนที่จะมีการจารึกลายลักษณ์อักษรนั้นนิทานมีกำเนิดมาเป็นเวลาเท่าไรแล้ว และแพร่หลายอยู่ในกลุ่มชนมากี่ร้อยกี่พันปี

นิทานพื้นบ้านเป็นสิ่งที่เก่าแก่กระทั่งเราไม่อาจสืบทราบได้อย่างแน่ชัดว่าใครเป็นผู้แต่ง หรือประดิษฐ์เรื่องราวนั้นขึ้นเป็นคนแรก เรื่องเหล่านี้อาจถูกสร้างขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ แต่จะต้องมีเหตุหรือแรงจูงใจอย่างใดอย่างหนึ่ง นิทานทั่วโลกจะมีเนื้อเรื่อง รายละเอียดของเหตุการณ์หรือลักษณะบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน ดังนั้นนักคติชนวิทยาจึงพยามยามสืบสาวค้นคว้าเรื่องประวัติชีวิตของนิทาน คือการศึกษาว่านิทานมีกำเนิดขึ้นมาอย่างไรและเหตุใดจึงคล้ายคลึงกัน  เพราะได้มีการยืนยันกันอย่างแน่นอนแล้วว่า  บางชนชาติที่มีเล่านิทานที่คล้ายกันนั้น ไม่มีการติดต่อกันทางวัฒนธรรมแต่อย่างใด และในการศึกษาเรื่องเล่าหรือนิทานในชุมชนต่าง ๆ นั้น บรรดานักคติชนวิทยาต่างก็พยายามใช้หลักเกณฑ์ และวิธีการที่มีเหตุผลเข้ามาวิเคาระห์ พบว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ในนิทานของชาวยุโรปส่วนใหญ่ ตลอดจนโครงเรื่องและตัวละครที่เป็นไปในทำนองเดียวกัน จะมีอยู่ในตำนานของพวกชนเผ่าอารยันด้วย เช่น

- เรื่องราวของบุตรสาวคนสุดท้องผู้ถูกกดขี่ข่มเหง แต่ในที่สุดจะประสบความสำเร็จ

- เรื่องของบุตรชายคนสุดท้องผู้ได้ชัยชนะ

- เจ้าสาวตัวปลอมมาแทนที่เจ้าสาวตัวจริง

- ภรรยาหรือบุตรสาวของยักษ์หนีตามพระเอกผู้เป็นนักเผชิญโชค

- การติดตามของยักษ์

- ภรรยาผู้ถูกบังคับให้สามีทิ้งไป ด้วยสาเหตุที่ไม่ปรากฏ

- สามีผู้ถูกบังคับให้ทิ้งภรรยาไป ด้วยสาเหตุที่ไม่ปรากฏ

- ฯลฯ

ในที่สุดนักคติชนวิทยาส่วนหนึ่งก็ยอมรับกันว่า นิทานพื้นบ้านจำนวนหนึ่งนั้นน่าจะเป็นของชนเผ่าอารยันหรือกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูล อินโด – ยุโรป แต่เดิมนิทานเป็นสมบัติของส่วนรวมของผู้คนที่พูดภาษานี้ และหากจะกล่าวโดยทั่วไปแล้ว นิทานจะประกอบด้วยเหตุการณ์ต่าง ๆ จำนวนไม่มากนักมาจัดรวมกลุ่มเข้าด้วยกันในลักษณะและการบวนการที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง เหตุการณ์ต่าง ๆ ของนิทานนี้ เป็นสิ่งที่แปลกประหลาด ไม่มีเหตุผล และไม่อาจอธิบายได้ เหตุใดธรรมชาติทั้งที่มีชีวิตและเคลื่อนไหวได้ กับไม่มีชีวิตและเคลื่อนไหวไม่ได้ จึงเป็นสิ่งที่มีระดับของสติปัญญาเท่าเทียมกับมนุษย์ และมีคุณสมบัติแบบเดียวกับมนุษย์ นั่นคือพวกสัตว์ป่า นก ปลา ฯลฯ ไม่เพียงแต่จะพูดภาษามนุษย์ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถแต่งงานหรือมีจุดหมายที่จะแต่งงานกับมนุษย์ได้เหมือนกับมนุษย์คนหนึ่ง เรื่องที่ปรากฏอย่างสม่ำเสมอในนิทาน คือเรื่องราวต่าง ๆ ที่ดูเหมือนเหลวไหลไร้สาระ เช่นพระราชินีถูกกล่าวหาว่าคลอดบุตรเป็นสุนัข หรือสัตว์ต่าง ๆ เช่น หอย กบ ฯลฯ คลอดบุตรโดยมีสิ่งของติดออกมาด้วย เช่น อาวุธต่าง ๆ คนกลายร่างเป็นสัตว์ป่า วัตถุไร้ชีวิต เช่นหยดเลือด น้ำลาย เสมหะ ที่ถูกถ่มออกมา ต้นไม้หรือก้อนหิน ฯลฯ สามารถพูดได้ และที่ปรากฏบ่อย ๆ คือ คำสาปหรือเวทมนต์มายาซึ่งอาจจะมีชัยชนะเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง

ความสับสนของการแพร่กระจายของนิทานและการ อธิบายถึงการแพร่ กระจายนั้นมีมากเพราะ นิทานพื้นบ้านในประเทศต่าง ๆ จำนวนมากมีโครงเรื่องคล้ายกัน ตรงกัน เหมือนกัน จนน่าจะเชื่อได้ว่า มีแหล่งกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่ชนชาติเหล่านั้นมีภูมิลำเนาห่างไกลกัน และไม่พบหลักฐานด้านประวัติศาสตร์ในการติดต่อกันเลยไม่ว่ายุคใดสมัยใด ลักษณะดังกล่าวทำให้นักวิชาการกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า นิทานสามารถเกิดได้ในท้องถิ่นของตนเอง เพราะสังคมย่อมพัฒนาผ่านขั้นตอนไปขั้นๆหนึ่งย่อมมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในสังคม เหตุการณ์สำคัญเหล่านั้น ผู้รู้หัวหน้าเผ่า ผู้นำ ย่อมนำเหตุการณ์ เหล่านั้นผสมผสานกับจินตนาการและประสบการณ์เล่าให้ลูกหลาน ชาวบ้านฟัง และสืบต่อมาเรื่อย ๆ  แต่กระนั้นนักวิชาการบางกลุ่มไม่เชื่อว่านิทานที่เกิดจากเหตุการณ์ของสังคม หรือประสบการณ์ของผู้รู้หัวหน้าเผ่าจะตรงกันหรือมีเค้าโครงเรื่องเหมือนกัน เพราะว่าสังคมหนึ่ง ๆ ย่อมมีจารีต ความเชื่อ วัฒนธรรมต่างกัน มนุษย์ที่อยู่ในสังคมที่ต่างกัน ย่อมไม่มีประสบการณ์หรือจินตนาการที่ตรงกันได้ นักวิชาการกลุ่มหลังนี้เชื่อว่า นิทานพื้นบ้านย่อมมีแหล่งกำเนิด ได้แพร่กระจายไปโดยผ่านยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่ง ผ่านกลุ่มชนเผ่าหนึ่งไปสู่กลุ่มชนอีกเผ่าหนึ่ง ผ่านภาษาหนึ่งไปสู่ภาษาหนึ่งไม่จบสิ้น

สติป ทอมสัน กล่าวว่า ได้มีการศึกษาเรื่องเล่าพื้นบ้านในส่วนต่างๆของโลก ในวัฒนธรรมระดับต่างกันทุกหนทุกแห่งที่ทำได้ สิ่งที่น่าสนใจอย่างมากก็คือเนื้อหาสาระทั่วไปของนิทานนั้นมีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่สะดุดใจนักวิชาการเป็นอย่างมาก จากสมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน จากท้องถิ่นหนึ่งไปสู้อีกท้องถิ่นหนึ่ง และถึงแม้ว่าแบบแผนของนิทานจะแตกต่างกันอยู่บ้างก็ตาม นิทานก็มีแนวโน้มที่จะจัดตัวเองเข้าอยู่ในกลุ่ม โดยขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการเล่า ลีลาการเล่าหรือโอกาสในการเล่า นิทานผูกพันอยู่กับความคิดและความสนใจของนักวิชาการมาเป็นเวลากว่าทศวรรษแล้ว ซึ่งในช่วงเลานี้ได้มีการอภิปรายเกี่ยวกับเกี่ยวกับวิชาการด้านนิทานขึ้นมา นักวิชาการทั้งหลายก็มิได้สนใจปัญหาแบบเดียวกันหมด บางกลุ่มจะมีการพิจารณาร่วมกัน ในปัญหาเดียวกัน แต่บางกลุ่มมีความคิดแตกแยกเป็นอิสระออกไป ดังนั้น ธอมสันจึงเสนอปัญหาหรือแนวคิดในการศึกษานิทานพื้นบ้านขึ้นมาดังต่อไปนี้

การกำเนิดของนิทานพื้นบ้าน (Origin of folktales) คือการค้นหากำเนิดของนิทานแต่ละเรื่อง และธรรมเนียมประเพณีการเล่านิทาน

จุดประสงค์หรือเป้าหมายของนิทานพื้นบ้าน    (Meaning of  folktales) คือการพิจารณาว่านิทานมีความหมายและเป้าหมายอย่างที่ผู้เล่าต้องการหรือไม่ หรือมีความสำคัญอย่างอื่นอย่างใดแอบแฝงอยู่

การแพร่กระจายของนิทานพื้นบ้าน (Dissemination of folktales หรือ Dissemination of  literature) คือการพิจารณาหลักความจริงที่ว่า นิทานจำนวนมากจะแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง การศึกษาธรรมชาติขิงการแพร่กระจาย สาเหตุของการแพร่กระจาย และกระบวนการของการแพร่กระจายนั้น  ในที่นี้จะกล่าวถึงแต่ทฤษฏีการแพร่กระจายของนิทานพื้นบ้าน

นิทานจำนวนมากจะแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง จนไม่สามารถอธิบายการแพร่กระจายอย่างเป็นระบบได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องการศึกษาธรรมชาติของการแพร่กระจาย สาเหตุของการแพร่กระจาย และกระบวนการของการแพร่กระจายของนิทาน ซึ่งนักวิขาการอธิบายไว้ 2 ทฤษฎีด้วยกัน คือ ทฤษฎีเอกกำเนิด และทฤษฎีพหุกำเนิด

ทฤษฎีเอกกำเนิด (Monogenesis Theory)

ทฤษฎีเอกกำเนิด คือแนวคิดที่ว่านิทานมีจุดกำเนิดจากแหล่งเดียว ซึ่งหมายถึงว่านิทานจะเกิดขึ้นที่จุดใดจุดหนึ่งของโลก แล้วแพร่กระจายออกไปรอบทิศทาง หรือเน้นหนักไปทางทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม ชนกลุ่มที่เป็นเจ้าของนิทานได้เล่าสืบต่อกันมาผ่านคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ภายหลังได้แพร่กระจายไปยังกลุ่มชนอื่น ภาษาอื่น โดยการติดต่อกันทางการค้าขาย การเมือง การรับวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ผ่านยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่ง ผ่านภาษาหนึ่งไปสู่อีกภาษาหนึ่งไม่จบสิ้น นิทานพื้นบ้านจึงไปปรากฏอยู่ในกลุ่มชนต่างเมืองต่างภาษาที่มีภูมิลำเนาห่างไกล แม้ว่าเนื้อหาสาระจะมีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิมมากก็ตาม แต่โครงเรื่องยังพอให้เห็นว่ามีที่มาจากแหล่งเดียวกัน นักคติชนวิทยาในสมัยศตวรรษที่ 20 ได้นำแนวคิดแบบเอกกำเนิด นั้นมาผสมผสานกับทฤษฎีแพร่กระจาย (Diffusion Theory) แล้วอธิบายว่า

“มันคือการะบวนการที่มีลักษณะการวัฒนธรรม (culture trait) เคลื่อนย้ายจากปัจเจกบุคคลหนึ่ง ไปสู่ปัจเจกบุคคลอื่น ๆ หรือจากวัฒนธรรมหนึ่งไปสู่อีกวัฒนธรรมหนึ่ง”

ซึ่งถ้าเรายึดถือความคิดนี้เป็นหลักแล้วเรื่องเล่าร้อยแก้วแบบต่าง ๆ คือ นิทานปรัมปรา ตำนาน นิทาน ปริศนา คำทาย ภาษิต หรือเรื่องเล่ามุขปาฐะแบบใดก็ตามจะไม่ได้เกิดขึ้นด้วยตัวของมันเองในทุกแห่งที่มีการเล่าเรื่อง แต่จะเกิดขึ้นที่แห่งเดียว ณ ที่ใดก็ได้หรือเกิดขึ้นใน 2 – 3 แหล่งเท่านั้น แล้วแพร่กระจายไปตามส่วนต่าง ๆ ของโลก นักคติชนที่เชื่อในแนวคิดนี้มีความเห็นว่า ถ้านิทานที่เล่ากันอยู่ในชุมชนต่าง ๆ มีลักษณะซับซ้อน ไม่เป็นธรรมดาสามัญ และในพื้นที่ระหว่างที่ตั้งชุมชนเหล่านั้นมีการแพร่กระจายของนิทานอย่างต่อเนื่องกันแล้ว นิทานที่เล่ากันอยู่ในชุมชนนั้น ๆ น่าจะเป็นการแพร่กระจายมาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง มากกว่าจะเกิดขึ้นเองอย่างอิสระ ตัวอย่างเช่น ในชุมชน ก. และชุมชน ข. มีการเล่านิทานสู่กันฟังทั้งสองแห่ง นิทานที่เล่านั้นมีลักษณะที่ซับซ้อน และในระหว่างที่ตั้งของชุมชนของชุมชน ก. และชุมชน ข. นั้น มีการแพร่กระจายนิทานอย่างต่อเนื่องกัน นิทานนั้นจะไม่มีกำเนิด ณ ชุมชน ก. และ ข. ด้วย แต่จะมีกำเนิดที่อื่นแล้วแพร่กระจายมายังชุมชนทั้งสอง จุดอ่อนประการหนึ่งคือนักคติชนวิทยากลุ่มนี้อธิบายไม่ได้ว่า เหตุใดวัฒนธรรมหลาย ๆ วัฒนธรรม มีความคิดแตกต่างกันมากจึงยอมรับเรื่องราวแบบเดียวกันโดยไม่ปรากฏหลักฐานว่า กลุ่มวัฒนธรรมเหล่านั้นมีการติดต่อสัมพันธ์กัน แต่อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจและมีประโยชน์ เพราะเป็นวิถีทางหนึ่งของการอธิบายกำเนิดหรือที่มาของนิทานพื้นบ้าน


นักวิชาการกลุ่มทฤษฎีเอกกำเนิดได้ชี้ให้เห็นว่า อินเดียเป็นแหล่งกำเนิดของนิทานพื้นบ้านและถ่ายทอดไปยังยุโรป เพราะเป็นสังคมอินโดยูโรเปียนด้วยกัน มีความสัมพันธ์กันในสมัยโบราณ ทั้งทางด้านติดต่อค้าขาย (การชื้อทองคำของชาวอินเดียในกรีกและโรมัน เป็นต้น) และประวัติศาสตร์ (พระเจ้าเล็กซานเดอร์มหาราช เคยยกทัพมาตีตอนเหนือของอินเดีย เป็นต้น) เรียกว่า ทฤษฎีอินโด – ยูโรเปียน (The Indo – European Theory) ซึ่งระบุว่าความคล้ายคลึงกันในนิทานที่เล่ากันอยู่ในประเทศต่าง ๆ นั้นขึ้นอยู่กับสมมติฐานว่า นิทานแพร่หลายมาจากแหล่งเดียวกัน เช่นนิยายในยุโรปมีกำเนิดขึ้นในอินเดียและอพยพเคลื่อนย้ายไปทางตะวันตก และเมื่อผู้คนจากสถานที่หนึ่งได้โยกย้ายไปยังอีกสถานที่หนึ่ง เขาจะนำเอานิทานกับคติชนแบบอื่น ๆ ของเขาไปด้วย

จาคอป กริมม์ และวิลเฮล์ม กริมม์ กล่าวว่านิทานมีกำเนิดมาจากลุ่มชนที่มีรากฐานของภาษาอินโด – ยูโรเปียนร่วมกัน เขาใช้วิธีการของนิรุกติศาสตร์เปรียบเทียบมาอธิบายถึงรากฐานร่วมกับภาษาอินเดียกับภาษาที่ใช้ในยุโรป และสรุปว่านิทานอินเดียกับนิทานยุโรปมีแหล่งกำเนิดร่วมกัน

กล่าวคือ นิทานที่มีเหตุการณ์มีรายละเอียดร่วมกันเป็นนิทานที่พูดภาษาอินโด – ยูโรเปียนสมัยเริ่มแรกนั้น เป็นผลของความสนใจอันกว้างขวางในสาขาวิชานิรุกติศาสตร์เรียบเทียบในสมัยต้นศตวรรษที่ 19 เพราะนักวิชาการได้ตระหนักในความสำคัญของภาษาสันสกฤติ โดยที่พวกนักวิชาการยุโรปได้ให้ความสนใจในปัญหาของการฟื้นฟูภาษาแม่ที่เป็นต้นเค้าของภาษาจากอินเดียไปยังไอร์แลนด์ แม้ว่าในตอนกลางศตวรรษที่ 19 นั้นพวกเขายังไม่ได้วิเคราะห์รายละเอียดจำนวนมากนี้ให้ลุล่วงไปอย่างแท้จริง แต่หลักเกณฑ์ทั่ว ๆ ไปก็ค่อนข้างจะเด่นชัด โดยทั่วไปแล้วจะเป็นที่ยอมรับกันว่า ถ้าหากมีภาษาแม่อยู่แล้ว ก็จะต้องมีกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกันกลับกลุ่มคนหนึ่งใช้ภาษานี้ และนั่นก็คือพวกอินโด-ยูโรเปียนในสมัยแรก ๆ แต่ปัญหาที่พวกนักวิชาการยังไม่อาจตอบหรือระบุได้แน่ชัดคือ คนพวกนี้อาศัยอยู่ที่ใดก่อนจะอพยพแยกย้ายกันไปทางอินเดียหรือทางยุโรป

นักวิชาการบางส่วนลงความเห็นว่า บ้านเกิดของคนพวกนี้น่าจะคงอยู่ที่ใดที่หนึ่งในแถบเอเชียตะวันตก ในบริเวณที่ราบสูง และบรรพบุรุษของพวกเขาน่าจะเป็นคนเลี้ยงปศุสัตว์ การศึกษาของกริมส์คือ การใช้วิชานิรุกติศาสตร์เปรียบเทียบเข้าไปประยุกต์ใช้กับข้อมูลทางคติชน คือการค้นหาความสัมพันธ์ของคำ ซึ่งพวกนักวิชาการกลุ่มนี้เชื่อว่าจะเป็นกุญแจไขความลับของอดีต คือการพิจารณาคัมภีร์ฤคเวทนั้น พวกเขาสามารถมองย้อนกลับไปสู่อดีตได้ถึง 3,500 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานพอที่จะสะท้อนให้เห็นชีวิตของพวกอินโด – ยูโรเปียนได้ พวกเขาไม่ได้พิจารณาว่า ฤคเวท คือผลของภาษาสันสกฤตของพระผู้ทรงความรู้ และพอใจที่จะใช้การอุปมาอุปไมยในการสร้างคัมภีร์นี้ขึ้นมาให้เป็นเล่มเป็นรูปเป็นร่าง  แต่จะเข้าไปสู่ทฤษฎีที่ว่าพวกอินโดยูโรเปียนสมัยโบราณ ได้ใช้การแสดงออกเหล่านี้ในลักษณะที่มีความหมายแฝงเร้นอยู่ ในชีวิตประจำวันของพวกเขา นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในสาขานิรุกติศาสตร์จึงถือว่าเป็นธุระของเขาในการที่จะฟื้นความหมายต่าง ๆ ในคัมภีร์ฤคเวทขึ้นมา และนี่คือเป้าหมายของนักศึกษานิทานปรัมปราเปรียบเทียบ ซึ่งในครึ่งแรกของของศตวรรษที่ 19 นั้น พวกเขาได้ใช้สมมติฐานที่สำคัญ 2-3 ประการ มาพัฒนาระบบการศึกษาที่ซับซ้อนมากขึ้น เรามองเห็นวิธีกาสรค้นคว้าวิเคราะห์วิจารณ์ในผลของนักคิดกลุ่มนี้ คือ แมกซ์ มึลเลอร์, แอนเจโล เด กูแบร์นาติส, จอห์น ฟิสค์ และ เซอร์จอห์น คอกซ์

นอกจากนี้พวกนักภารตวิทยา (Indianist หรือ Indologist) คือพวกที่เชื่อว่าอินเดียเป็นแหล่งกำเนิดที่แท้จริงของศิลปะการเล่าเรื่องในโลกตะวันตก ข้อเสนอนี้อยู่บนพื้นฐานของความคิดที่ว่า มีผู้พบว่ามีเรื่องเล่าต่าง ๆ ในยุโรปตะวันตกมีสำนวนที่เก่าแก่บันทึกอยู่ในจารึกของอินเดียโบราณ และมีแนวโน้มที่จะคิดว่า การสืบทอดวัฒนธรรมจากอินเดียไปสู่ยุโรปในระยะทางอันยืดยาวนั้น เป็นการสืบทอดด้วยการเขียนมากกว่าการเล่าต่อ ๆ กันไป มีข้อสรุปว่า ในเมื่อการสืบทอดนี้เป็นไปด้วยการเขียนได้ การสืบทอดด้วยการเล่าก็เป็นไปได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นเรื่องที่เล่ากันอยู่ในพื้นที่ใด ๆ ก็ตามจะสืบย้อนกลับไปยังอินเดียได้ทั้งสิ้น

ธีโอดอร์ เบนฟีย์ ผู้นำของกลุ่มการค้นคว้าของประวัติและการเปรียบเทียบนิทานคนหนึ่งวิเคราะห์นิทานเรื่องปัญจะตันตระ ในขณะที่ แมกซ์ มีลเลอร์ ศึกษาคัมภีร์ฤคเวท เบนฟรีย์นำเอานิทานมุขปาฐะมาสัมพันธ์กับบ่อเกิดของวรรณกรรม การที่เบนฟีย์คิดว่าการสืบทอดน่าจะเป็นไปด้วยการเขียนมากกว่าการเล่าด้วยปากเปล่านั้น ก็เพราะชาวยุโรปกับชาวอินเดียมีรากฐานของภาษาร่วมกัน คือภาษาอินโด – ยูโรเปียนนั่นเอง ใน ค.ศ. 1838 โอกุสต์ หลุย์ เลอร์ เดลองซองส์ ได้เคยเสนอว่า จุดกำเนิดของนิทานในยุโรปนั้นน่าจะอยู่ในอินเดีย ส่วนเบนฟรีย์เป็นผู้นำข้อเสนอแนะนี้มาพิจารณาทำให้เป็นเหตุผลขึ้น ในระยะแรกเบนฟรีย์ไม่ได้รวบรวมความคิดของเขาให้เป็นเรื่องราว แต่เป็นความคิดที่แทรกอยู่ในงานเขียนต่าง ๆ  ของเขา  ใน ค.ศ. 1859 เขาเสนอหลักเกณฑ์นี้ไว้ในบทนำในการตีพิมพ์นิทานปัญจะตันตระ ซึ่งมีอิทธิพลต่อนักวิชาการรุ่นต่อมาอย่างน้อยสองชั่วคน

โดยทั่วไปแล้วนักวิชาการเชื่อว่า นิทานอุทาหรณ์ หรือนิทานคติที่เกี่ยวกับสัตว์ส่วนใหญ่จะมีต้นกำเนิดอยู่ในโลกตะวันตก และมีการเปลี่ยนแปลงอาจจะมากหรือน้อยไปเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า นิทานอีสป แต่นิทานบางเรื่องก็มีร่องรอยและหลักฐานว่าน่าจะมีต้นกำเนิดในอินเดียมากกว่า เพราะว่านิทานของอินเดียจำนวนมากก็จะแพร่ในลักษณะการถูกหยิบยืม และพวกฮินดูนั้นก็จะมีลักษณะการสร้างสรรค์ ประกอบแต่งนิทานในลีลาที่คล้ายกับนิทานอีสปของกรีก  ทั้งๆ ที่ในช่วงเวลานั้นของพวกเขายังไม่ได้รับอิทธิพลจากพวกรีก ความนึกคิดของพวกฮินดูแตกต่างกับความนึกคิดในนิทานอีสปตรงที่ว่านักแต่งนิทานอีสปกำหนดให้สัตว์ของเขามีพฤติกรรมต่าง ๆ โดยไม่คำนึงถึงธรรมชาติพิเศษของสัตว์ แต่เปรียบเทียบเหมือนกับว่า สัตว์นั้นเป็นเพียงมนุษย์ที่สวมหน้ากากของสัตว์เข้าไปเท่านั้น หรือเท่ากับเป็นมนุษย์ที่อยู่ในรูปของสัตว์ และลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งในนิทานของฮินดูก็คือ ธรรมชาติของการสั่งสอน ตลอดจนการเผยแพร่ความเชื่อของพวกฮินดู ในเรื่องวิญญาณย้ายเข้าไปอยู่ในร่างใหม่

นอกจากนิทานคติแล้ว นิทานพื้นบ้านประเภทเทพนิยายก็มีกำเนิดมาจากอินเดียด้วย นักคิดกลุ่มนี้เชื่อว่า นิทานคติจำนวนน้อย กับเทพนิยาย และนิทานพื้นบ้านอื่น ๆ จำนวนมากได้แพร่กระจายจากอินเดียไปทั่วโลก ดังนั้นข้อสรุปของเบนฟรีย์ก็คือ นิทานต่าง ๆ นอกจากนิทานอีสปมีกำเนิดขึ้นที่อินเดียแล้วแพร่กระจ่ายไป 3 ทางด้วยกันคือ

-               นิทานจำนวนหนึ่งได้แพร่ไปด้วยการเล่าแบบมุขปาฐะในช่วงเวลาก่อนศตวรรษที่ 10

-               หลังจากศตวรรษที่ 10 นิทานได้เผยแพร่ไปด้วยการเขียน เป็นประเพณีปรัมปราลายลักษณ์ไปตามเส้นทางที่ได้รับอิทธิพลของศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่อยู่ในไบเซนไทน อิตาลี และสเปน

-               ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับพุทธศาสนา จะเดินไปทางจีนและทิเบต หรือสู่ชาวมองโกลโดยตรง และเดินทางจากพวกมองโกลไปสู่ยุโรป

เบนฟรีย์มิได้เสนอข้อคิดขึ้นมาลอย ๆ แต่เขาได้เปรียบเทียบนิทานแต่ละเรื่องในปัญจะตันตระโดยนำเอาสำนวนต่าง ๆ มาพิจารณา มีนักวิชาการจำนวนไม่น้อยสนใจและเชื่อความเห็นของเขา และนักวิชาการอย่างน้อยหนึ่งชาวคนนำตัวเข้าไปผูกพันอยู่กับการค้นคว้านิทานกับแนวทางที่เบนฟรีย์วางไว้  และระยะเวลานั้นเป็นระยะเวลาของการศึกษาเปรียบเทียบนิทานจากคลังนิทานต่าง ๆ อย่างเข้มงวดจริงจัง โดยมีสมมติฐานการศึกษาว่าอินเดียคือแหล่งที่นิทานยุโรปมีกำเนิดขึ้นและแพร่ออกมาอย่างมากมาย

ทฤษฎีดังกล่าวนำมาอธิบายการแพร่กระจายของนิทานพื้นบ้านไทยได้ว่า นิทานพื้นบ้านไทยบางส่วนสืบทอดมาจากนิทานพื้นบ้านอินเดีย ที่มาพร้อมกับการเผยแพร่พระพุทธศาสนา หรือชาวไทยได้ปรับเปลี่ยนถ่ายโอนนิทานชาดก ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นนิทานพื้นบ้านของอินเดีย มาเป็นนิทานพื้นบ้านไทยจำนวนหนึ่ง ส่วนนิทานเรื่อง รามเกียรติ์ ศกุนตรา ฯลฯ เป็นนิทานที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาฮินดู แต่กระนั้นก็ตามนิทานพื้นบ้านไทยจำนวนมากมีต้นตอกำเนิดในดินแดนประเทศไทย โดยจะนิยมเล่าสืบกันในภูมิภาคหนึ่งและภายหลังได้แพร่กระจายไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ฉะนั้นจึงพบว่านิทานพื้นบ้านไทย (ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคอีสาน) จะมีโครงเรื่องตรงกัน หรือคล้ายคลึงกัน หรือมีลักษณะร่วมกัน เช่นศรีธนญชัย เซียงเมี่ยง หรือนิทานอธิบายเหตุอื่นๆ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามทฤษฏีการแพร่กระจายเอกกำเนิดที่กล่าวว่านิทานในยุโรปมีแหล่งกำเนิดมาจากอินเดียของเบนฟีย์นั้นมีผู้คัดค้นหลายคนเช่น เอมมานูเอล คอสเกง ค้านว่า เขาเชื่อว่าเบนฟีย์พลาดตอนที่กล่าวว่า พวกมองโกลมีบทบาทสำคัญในการทำให้นิทานแพร่กระจายไปทั่วยุโรป และตามความเป็นจริงแล้ว ยังมีคลังนิทานของอียิปต์ซึ่งมีการก่อนที่จะมีการยืมนิทานจากอินเดียเสียอีก และข้อหนึ่งคือ อินเดียไม่น่าจะเป็นแหล่งกำเนิดของนิทานทั้งหมด แต่กระนั้นก็เป็นแหล่งเก็บนิทานที่มีกำเนิดต่าง ๆ กันและเข้าไปรวมอยู่ด้วยกัน และนิทานแพร่กระจายจากแหล่งนั้นไปทั่วโลก ส่วน โจเซฟ เบดิแยร์ นักนิรุกติศาสตร์ชาวฝรั่งเศสมีความเห็นว่า ทฤษฎีของเบนฟีย์ไม่อาจพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัด และแบบเรื่องของนิทานแบบเดียวกันอาจจะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นอิสระ

            ทฤษฏีพหุกำเนิด (Polygenesis)

ผู้เสนอทฤษฏีนี้เชื่อว่านิทานเกิดขึ้นจากหลายแหล่ง มิใช่แหล่งใดแหล่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว ส่วนการที่นิทานจากหลายแหล่งมีเรื่องราวตรงกันนั้น เป็นเพราะมนุษย์ทุกสังคมต่างก็ผ่านขั้นตอนของวัฒนธรรมมาเหมือนๆกัน ผ่านชีวิตแบบสังคมดั้งเดิมมาก่อน มีความเชื่อและขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมแบบเดียวกัน นิทานเป็นสิ่งตกค้างมาจากสังคมในยุคดั้งเดิม ดังนั้นนิทานจากหลายๆแห่งจึงมีลักษณะเนื้อหาคล้ายคลึงกัน เช่น ตำนานน้ำท่วมโลก มีปรากฏในนิทานของหลายชาติ ทั้งที่หลายชาติไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันเลย

เหตุผลอีกประการหนึ่งคือ การนำแนวคิดทางจิตวิทยามาศึกษา มีนักจิตวิทยาบางคนเชื่อว่า มนุษย์มีความคิดร่วมกัน (Psychic unity of mankind) กล่าวคือมนุษย์มีพื้นฐานจิตใจเหมือนกัน มนุษย์ในสถานที่ต่างๆย่อมมีสภาพจิตใจอย่างเดียวกัน ดังนั้นนิทานที่เป็นผลผลิตจากจิตใจมนุษย์ซึ่งอยู่ต่างสถานที่กันจึงปรากฏออกมาเป็นแบบเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน เช่น นิทานที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ ซึ่งมีอยู่ในทุกสังคม เป็นต้น