ละครเวที/อุปรากร

ละครเวที/อุปรากร

ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า ละครเวทีเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร แต่ทฤษฎีที่เป็นที่ยอมรับกันมากที่สุดนั้น เชื่อว่า ละครในยุคแรก เกี่ยวพันกับพิธีกรรมทางศาสนา อริสโตเติ้ลบันทึก ไว้ว่าละครของกรีก เริ่มต้นขึ้นจากการกล่าวคำบูชา เทพเจ้าไดโอนีซุส เทพเจ้าแห่งไวน์และความอุดมสมบูรณ์ เรื่องราวของไดโอนี ซุสมีอยู่ว่า เทพองค์นี้เป็นบุตรของเทพเจ้าซุส (ZEUS) กับซีมีลี (SEMELE) ซึ่งเป็นหญิงชาวโลก ไดโอนีซุสถูกฆ่า และหั่นเป็นชิ้นๆ แต่ภายหลังเทพซุสก็ช่วยชุบชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง บทขับร้องที่สรรเสริญจะเล่าเรื่องเทพองค์นี้ไปด้วย เราจะเห็นได้ว่าตำนานเทพไดโอนีซุส ใกล้เคียงกับวัฏจักรชีวิต ของมนุษย์ที่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และเกิดใหม่อีกครั้ง จึงถือว่าเทพเจ้าไดโอนีซุส เป็นสัญญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ ของธรรมชาติ ที่ถึงแม้ว่าจะมีฤดูหนาว ที่แห้งแล้งหนาวเย็น แต่ในที่สุดความอบอุ่น และฤดูใบไม้ผลิ ก็จะกลับมาอีกครั้ง นานวันเข้าเรื่องราวของไดโอนีซุส ก็ขยายขึ้นไปเรื่องๆ และกลายเป็นละครมากขึ้นทุกที นับตั้งแต่สมัยกรีกลงมา

เป็นเวลาเกือบ 2500 ปี ที่ละครเวทีเป็นศิลปะบันเทิงอย่างเดียวของมนุษย์ เมื่อยุคของเทคโนโลยีและไฟฟ้า มาถึงในศตวรรษที่ 19 ได้มีการประดิษฐ์วิทยุ โทรทัศน์ หรือภาพยนตร์ ที่ผู้ชมสามารถนั่งดูอยู่ที่บ้าน โดยไม่ต้องเสียเวลาออกมาจากบ้าน และยังให้ความตระการตา ในแบบของเทคนิคใหม่ๆ อีกมากมาย คนเป็นจำนวนมากคาดว่าละครเวที จะอยู่ไม่ได้อีกต่อไป แต่ละครเวทีก็ไม่เคยตายจากไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นฝั่งอเมริกา หรือฝั่งยุโรป ละครเวทีมีแต่จะมีมากขึ้น จำนวนโรงละครมากขึ้น และคนดูละครเพิ่มขึ้น ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้ละครเวทียืนหยัดได้ ท่ามกลางมรสุมแห่งเทคโนโลยีนั้น ก็คือ พลังของการแสดงสด ที่เกิดขึ้นตรงหน้า ผู้ชมซึ่งเราจะไม่ได้จากการดูทีวี ฟังวิทยุ หรือแม้แต่ดูหนังนั่นเอง

เมื่อเราเป็นผู้ชมละครเวที เราจะรู้สึกได้ถึงพลังของนักแสดงที่ส่งมากระทบเรา ความต้องการ ความทุกข์ทรมาน หรือความสุขของตัวละคร ที่แสดงออกมาบนเวที สามารถส่งผ่านมาถึงเราได้โดยตรง สิ่งที่เกิดขึ้นบนเวที จึงเป็นเสมือนประสบการณ์ของอารมณ์ ที่เกิดขึ้นเดี๋ยวนั้น และกระทบใจของเรา ได้โดยไม่ผ่านกระบวนการตัดต่อ อย่างศิลปะบันเทิงอื่นๆ

ในละครเวทีของ DASS Entertainment เรื่องสุดสายปลายรุ้ง รอบหนึ่งผู้ชมคนหนึ่ง ซึ่งนั่งอยู่แถว A บอกว่า เธอไม่กล้ามองหน้าผู้แสดงตรงๆ เลย เพราะมันจริง เสียจน เธอรู้สึกเหมือนกับว่า เธอเป็นส่วนเกิน ที่กำลังแอบมองชีวิต ของตัวละครที่เกิดขึ้นอยู่ นี่คือความรู้สึก ที่ต่อให้เราดูภาพยนตร์ ที่ซาบซึ้งเพียงไร เราก็จะไม่รู้สึกแบบนี้เด็ดขาด

ในการแสดงเรื่อง เชือกสังหาร ระหว่างที่ บดินทร์ ดุ๊ก ในบทเบ๊คุง ฆาตกรโหด ที่ลงมือสังหารเพื่อนตัวเอง ไปหมาดๆ กำลังสนทนาตามเรื่อง กับตัวละครตัวอื่นอยู่ เขาได้ยินเสียงแว่วๆ มาจากแถวของคนดูว่า ตอแหลๆ เข้าใจว่าคนดูคนนี้ คงทนพฤติกรรมของตัวละครแทบไม่ไหว และต้องการ ให้ตัวละครที่สวมบท อย่างสมจริงโดย บดินทร์ ดุ๊ก ทราบด้วยว่าตนรู้สึกอย่างไร

การสื่อสารระหว่างผู้ชมกับนักแสดง เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในละครเวที เวลาที่เราดูหนัง ไม่ว่าจากจอทีวี หรือบนจอภาพยนตร์ขนาดยักษ์ พร้อมด้วยระบบเสียงแบบ SDDS หรือ DOLBY STEREO EX ที่ฮิตๆ กันอยู่ตอนนี้ ถึงแม้ว่าเราจะมีอารมณ์ ร่วมไปกับภาพที่ปรากฏบนจอ เพียงไร แต่สิ่งที่เห็นก็เป็นเพียง ภาพลักษณ์ (IMAGE) เท่านั้น ไม่ใช่ตัวตน ที่โลดแล่นจริงๆอยู่ตรงหน้า

ไม่เฉพาะแต่ผู้ชม ที่จะรู้สึกถึงความมีตัวตน ของนักแสดง แต่นักแสดงเองก็รู้สึกถึงตัวตน ของผู้ชมเช่นกัน ในการแสดงละครแต่ละรอบ การสื่อสารระหว่าง คนพูกับนักแสดง จะต่างกันไปหมด นักแสดงจะรู้สึกถึงความตื่นเต้น การคาดหวังการตอบสนองเสียงหัวเราะ และเสียงร้องไห้จากคนดู และสิ่งเหล่านี้ ทำให้นักแสดงมีการตอบรับ ต่างกันไปในแต่ละรอบ

Walter Kerr นักวิจารณ์ชาวอเมริกันพูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง คนดูกับนักแสดงเช่นนี้ไม่มีในภาพยนตร์ เพราะภาพยนตร์เป็นสิ่งที่สร้างมาสำเร็จรูปแล้ว มันไม่สามารถตอบสนองเราได้ เพราะนักแสดงในภาพยนตร์ไม่สามารถได้ยินเรา รู้สึกถึงตัวตนของเราและไม่ว่าเราจะมีปฏิกิริยาอย่างไรก็ไม่มีผลใดๆ ต่อนักแสดงที่เล่นสมมุติว่าเราเกิดขาดใจตายอยู่ภายในโรง หนังก็ยังคงฉายของมันต่อไปจนจบม้วน เหมือนรอบก่อนหน้านั้นไม่มีผิดเพี้ยน

งานศิลปะชนิดอื่น เช่น ภาพเขียน ปฏิมากรรม หรือวรรณกรรม เป็นงานที่ขึ้นอยู่กับผู้เสพแต่ละคน ความเร็ว ความเข้าใจในการอ่าน หรือการดูงานศิลปะ แต่ละชิ้นย่อมขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ถึงแม้อาจจะมีหลายคน รุมดูภาพภาพเดียวกันทั้งกลุ่ม แต่ความรู้สึก ในการเสพงาน ก็ยังเป็นลักษณะเฉพาะตัวอยู่ดี ต่างจากคนดูละครเวที ซึ่งคนดูจะมีกระแสสำนึกบางอย่างร่วมกัน คล้ายๆกับเวลาที่เดินขบวนประท้วง หรือประกอบพิธีกรรมทางศาสนา หรือร่วมเฉลิมฉลอง เทศกาลบางอย่าง เพราะก่อนที่การแสดงนั้นๆจะเริ่มขึ้น ผู้ชมจะมีการรวมกลุ่มกันก่อน และเมื่อคนกลุ่มหนึ่ง มาร่วมกันโดยมีจุดประสงค์เดียวกัน เช่นนี้ นักจิตวิทยากล่าวว่า ความรู้สึกพิเศษบางอย่างจะเกิดขึ้น และผู้ชมจะมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่เกิดขึ้นคล้ายคลึงกัน เช่น ถ้าคนหนึ่งหัวเราะ คนอื่นๆในโรงก็หัวเราะตามไปด้วยเราจะรู้สึกพร้อมที่จะหัวเราะ ร้องไห้ หรือรู้สึกขมขื่นร่วมไปกับคนอื่น นี่เป็นปรากฏการณ์พิเศษที่จะพบในศิลปะบันเทิงที่เป็นการแสดงสด เช่น การดูคอนเสิร์ต ดูระบำ หรือดูละครเวทีเท่านั้น

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s