งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทาน

ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในหนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กไทย

img_68fbc8d37ad7bd860cdd04e1e416ecbe.jpg (357×348)

ดร.สรณี วงศ์เบี้ยสัจจ์1

หัทยา จันทรมังกร2

ศตนันต์ เปียงบุญทา3

บทคัดย่อ

หนังสือนิทานภาพสำหรับเด็กเป็นสื่อชนิดหนึ่งที่เข้าถึงเด็กตั้งแต่ก่อนวัยเรียนโดยพ่อแม่อ่านให้ฟังและให้เด็กดูภาพประกอบจึงมีความน่าสนใจเป็นพิเศษในแง่การส่งผ่านความคิดและมุมมองต่าง ๆ เกี่ยวกับโลกรอบตัวเด็กผ่านทางกลไกของภาษา วรรณกรรมและรูปภาพ ในขณะเดียวกันการศึกษาหนังสือนิทานสำหรับเด็กทำให้เข้าใจสังคมวัฒนธรรมไทยอย่างถ่องแท้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ในบทความนี้จะพูดถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่พบในหนังสือนิทานสำหรับเด็กไทยที่ได้รับรางวัลจำนวน 17 เล่ม ตั้งแต่ พ.ศ. 2533-2545 จากการวิเคราะห์พบว่ามีความสัมพันธ์เชิงอำนาจระดับต่างๆ 7 ระดับได้แก่ ระดับเชื้อชาติ (ตะวันออกและตะวันตก) ระดับรัฐกับประชาชนระดับชนชั้น (ระดับบนและระดับล่าง) ระดับปัจเจกบุคคลและสังคมส่วนรวมหรือชุมชน ระดับมนุษย์กับธรรมชาติ ระดับครอบครัว (ผู้ใหญ่กับเด็ก) และระดับเพศ (ชายและหญิง) ผลจากการวิจัยพบว่า หนังสือนิทานภาพสะท้อนลักษณะสังคมวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับการลำดับอาวุโสและชั้น การจำแนกความสัมพันธ์เชิงอำนาจระดับต่าง ๆ และมุ่งธำรงรักษาสถานะของสิ่งต่างๆ ในระบบไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่หากมองอีกแง่หนึ่งอาจกล่าวได้ว่า หนังสือนิทานภาพเป็นกลไกหนึ่งของสังคมไทยที่บอกกล่าวสมาชิกใหม่ว่านี่คือสิ่งที่เป็นอยู่มีอยู่เป็น “ความจริง” ที่ปกติธรรมดาที่พึงยอมรับอย่างไม่ต้องกังขา และพึงธำรงรักษาไว้ในแง่นี้หนังสือนิทานภาพ ก็มีส่วนจรรโลงความชอบธรรมในการใช้อำนาจของบุคคลบางกลุ่ม และการริดรอนอำนาจของบุคคลบางกลุ่มนั่นเอง

 

 

การแก้ไขปัญหาพฤติกรรมเด็กดื้อและการชอบรังแกเพื่อนของนักเรียน โดยการเล่านิทาน

ในระดับชั้นอนุบาล 1 / 2 โรงเรียนเทศบาลวัดธรรมิการาม (ปิยแหวนรังสรรค์)

14646794694.gif (400×269)

บทคัดย่อ

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาพฤติกรรมเด็กดื้อและการชอบรังแกเพื่อนของนักเรียน โดยการเล่านิทาน ในระดับชั้นอนุบาล 1 / 2 โรงเรียนเทศบาลวัดธรรมิการาม (ปิยแหวนรังสรรค์) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 1 คนจากกลุ่มประชากรทั้งหมดของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1 / 2 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย มี 3 ส่วน ประกอบด้วย แบบสังเกตพฤติกรรมก่อนการวิจัย นิทานเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคม และแบบสังเกตพฤติกรรมหลังการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัย ใช้การเปรียบเทียบความถี่ของพฤติกรรมที่แสดงออก ก่อน – หลัง จากการเล่านิทานส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคม

 

 

1312296596.gif (240×356)

การศึกษาเปรียบเทียบความสัมพันธ์พี่น้องในเทพนิยายไทย และเทพนิยายกริมม์

 บทคัดย่อ

วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาเปรียบเทียบความสัมพันธ์พี่น้องในเทพนิยายไทยและเทพนิยายกริมม์ โดยนำทฤษฏีการวิเคราะห์ด้านคติชนวิทยา จิตวิทยาและสังคมวิทยามาใช้ในการตีความ

ผลการศึกษาเทพนิยายที่ล้วนมีพี่น้องจำนวน 55 เรื่อง ซึ่งเป็นนิทานไทย 7 เรื่องและนิทานกริมม์ 48 เรื่องพบว่า เทพนิยายทั้งสองวัฒนธรรม 41 เรื่องนำเสนอน้องสุดท้องเป็นตัวเอก ในขณะที่แม่เลี้ยงและพี่ๆ จำนวนหนึ่งเป็นตัวร้าย ด้วยเหตุที่แม่เลี้ยงมักวางแผนร้ายทำลายตัวเอกจึงจัดเป็นตัวร้ายหลัก ในขณะที่พี่ๆ มักมีบทบาทเพียงขัดขวางการกระทำของน้องสุดท้อง หรือช่วยเหลือแม่เลี้ยง แต่ก็มีตัวละครพี่ในนิทานจำนวนไม่น้อยเป็นผู้ช่วยตัวเอกหรือแทบไม่มีบทบาทเลย สำหรับตัวละครสตรีนั้นทั้งในนิทานไทยและกริมม์มีลักษณะร่วมกันคือ หากมิใช่แม่เลี้ยงใจร้ายหรือแม่มด สตรีก็มักจะเป็นตัวเอกประเภทผู้ถูกกระทำ หรือเป็นเหยื่อซึ่งน่าจะเป็นเพราะในความคิดแบบดั้งเดิมนั้นสตรีมักถูกมองว่าร้ายกาจหรืออ่อนแอ กระนั้นก็ตามน้องสาวสุดท้องในเทพนิยายกริมม์จำนวนหนึ่งอุทิศตนเพื่อช่วยชีวิตพี่ชาย ส่วนตัวเอกฝ่ายชายโดยทั่วไปมักเป็นประเภท“ผู้แสวงหา”

ด้านความสัมพันธ์พี่น้องพบว่านิทานทั้งหมดนำเสนอความสัมพันธ์ด้านลบของพี่น้องมากกว่าด้านบวกเล็กน้อยแต่บางเรื่องก็แสดงความสัมพันธ์แบบเป็นกลางค่อนข้างบวก นับได้ว่านิทานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์พี่น้องตามความเป็นจริง นั่นคือ มีการแข่งขันหรืออิจฉากันบ้าง ช่วยเหลือกันบ้างและในบางครั้งก็ไม่ใส่ใจซึ่งกันและกันเลย

จากการวิเคราะห์สามประเด็นหลักในนิทานคือ แก่นเรื่องและอนุภาค รูปแบบ และการสร้างตัว-ละคร พบว่านิทานทั้งหมดมีแก่นเรื่องและอนุภาคประเภทเดียวกัน กล่าวคือ อนุภาค “ความแปรผันของโชคชะตา” ซึ่งสัมพันธ์กับแก่นเรื่อง “น้องสุดท้องชนะพี่” และ “คนเห็นแก่ตัวและคนโลภย่อมถูกลงโทษในที่สุด” ส่วนอนุภาค “การแปลงร่าง” มีความสัมพันธ์กับแก่นเรื่อง “รูปลักษณ์ภายนอกขัดกับความจริง” นอกจากนี้ยังมีอนุภาคย่อยอีกสองประการคือ “ตัวเลข” และ “การคืนชีพ”

เมื่อประยุกต์ใช้ทฤษฎีรูปแบบนิทานพบว่า นิทานทั้งสองวัฒนธรรมมีลักษณะร่วมกันบางประการเรื่องช่วงชีวิตของตัวเอกซึ่งมีสามช่วงคือ ช่วงเริ่มต้น การผจญภัย และตอนจบ ความแตกต่างที่ชัดเจนคือ โครงสร้างของนิทานไทยสามารถแบ่งเนื้อหาออกได้เป็นตอนๆ โดยเฉพาะตอนต้นมักมีเรื่องของพ่อแม่ ของตัวเอก กำเนิดและชีวิตวัยเด็กของตัวเอก ฉะนั้นนิทานไทยจึงยาวกว่านิทานกริมม์ซึ่งมักมีจุดสำคัญของทั้งเรื่องเพียงจุดเดียว ด้านตัวละครพบว่าตัวละครในเทพนิยายจะ”แบน” (flat) แต่การศึกษาด้านสังคมวิทยาและจิตวิทยาชี้ว่าสภาพทางสังคมและจิตวิทยาอาจเป็นเหตุให้นิทานเหล่านี้มีแบบแผนซ้ำๆ เช่น น้องสุดท้องผู้เก่งกล้า แม่เลี้ยงใจร้าย บทบาทพ่อแม่ที่ไม่ชัดเจนโดยเฉพาะบทบาทพ่อตลอดจนตัวละครอาวุโสที่เป็นผู้ช่วยเหลือ แม้ว่านิทานไทยและกริมม์จะแตกต่างกันบางประการแต่ก็มีส่วนที่คล้ายกันมาก การวิเคราะห์โดยประสานมุมมองหลากมิติช่วยสร้างเสริมความเข้าใจให้ดียิ่งขึ้น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s