บุคคลสำคัญในโลกนิทาน


ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน ราชาแห่งโลกนิทาน

            กาลครั้งหนึ่ง ในปี พ.ศ. 2348 มีชายชาวเดนมาร์ก ผู้ซึ่งเป็น นักเขียนบทละครพื้นๆ กวีฝีมือธรรมดา นักเขียนนวนิยายชั้นดี  นักเขียนเรื่องท่องเที่ยวชั้นเลิศ และนักเขียนนิทานเยี่ยมยอดไร้ที่ติ ได้ถือกำเนิดขึ้น ในช่วงชีวิตของเขา ๆ ได้รังสรรค์ผลงานนิทานเลื่องชื่อหลายเรื่อง อาทิเช่น  the little mermaid หรือนางเงือกน้อย สาวน้อยไม่ขีดไฟ ลูกเป็ดขี้เหร่ ฯลฯ ซึ่งเชื่อแน่ว่าเพื่อน ๆ ที่กำลังอ่านอยู่ในขณะนี้อาจเคยสัมผัสผลงานของเขามาก่อนก็ได้

สำหรับ ประวัติ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน Hans Christian Andersen อาจเรียกได้ว่าเขาเป็นคนที่มีชีวิตอันน่าเศร้า Hans Christian Andersen ถือกำเนิดขึ้นในชุมชนแออัด เมืองโอเดน ประเทศเดนมาร์ก เขาไม่ได้รับการศึกษาเช่นเด็กคนอื่น ๆ เพราะครอบครัวมีฐานะยากจน เมื่ออายุได้ 13 ปี เขาได้มีโอกาสชมละครของคณะมหาอุปราชหลวง เพราะรู้จักกับคนขายตั๋วจึงได้นั่งชมการแสดงนั้นอยู่ห่าง ๆ และเกิดหลงเสน่ห์ในโลกของละครจนอยากโลดแล่นในวงการนี้

เมื่อมีความฝันอันแน่วแน่ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน Hans Christian Andersen จึงเดินทางออกจากบ้านตอนอายุ 14 ปี ด้วยเงินติดตัวที่มีอันน้อยนิด เพื่อหวังจะมีชื่อในงานละคร แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในขณะนั้น ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน Hans Christian Andersen เพิ่งจะเริ่มแตกเนื้อหนุ่ม หน้าตาไม่ได้เรื่อง แถมยังผอมเก้งก้าง การจะได้เข้าร่วมในฐานะนักแสดงประจำคณะละคร จึงลำบากไม่น้อย

ทว่าโชคชะตาก็ดูเหมือนก็จะเข้าข้างเขาอยู่บ้าง จู่ ๆ วันหนึ่ง ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน Hans Christian Andersen ก็ได้พบกับ โยนาส คอลลิน รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และบุคคลผู้นี้ได้รับเขาไปอุปถัมภ์พร้อมให้ได้รับการศึกษา แม้จะเป็นปมด้อยอย่างมากที่ต้องไปร่วมชั้นเรียน กับเด็กรุ่นน้อง แต่ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน Hans Christian Andersen ก็สามารถคว้าใบปริญญาตรี มาครองได้สำเร็จ ตอนอายุ 23 ปี

หลังจากเรียนจบ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน Hans Christian Andersen ก็เริ่มลงมือเขียนงานและออกหนังสือ ซึ่งหนังสือเล่มแรกของเขาถูกวิจารณ์เละเทะไม่เป็นท่า โดยถูกโขกสับว่าห่วยแตกยิ่งกว่าก็อปปี้นักเรียนรุ่นพี่ แต่คุณภาพต่ำกว่ามาก ทำให้ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน Hans Christian Andersen รู้สึกเสียใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะเขาค่อนข้างอ่อนไหวกับคำติชม

แต่เหมือนชีวิตจะยังเศร้าไม่พอ นอกจากเรื่องงานจะไม่ประสบความสำเร็จ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน Hans Christian Andersen ยังอาภัพในความรัก หลงรักหญิงสาวคนใด เขาก็ไม่เล่นด้วย หรือแม้กระทั่งชอบพอกับลูกสาวผู้อุปถัมภ์  แต่แน่นอนว่าคง รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง คงไม่ต้องการให้ลูกสาวตัวเองแต่งงานกับคนที่เขาชุบเลี้ยงมา ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน Hans Christian Andersen จึงต้องเสียใจครั้งแล้วครั้งเล่า

ว่ากันว่า ความเศร้ามากมายในความรักนี้เอง ที่ทำให้เขาสร้างสรรค์ผลงานนิทานสำหรับเด็กออกมามากมาย และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ซึ่งจุดเด่นของผลงานของเขาคือ จินตนาการอันเพ้อฝันและภาษาที่เรียบง่าย โดยนิทานเรื่องที่ดังเป็นพลุแตก คือ เจ้าหญิงเงือกน้อย เด็กขายไม่ขีดไฟ ต้นสน ชุดใหม่ของจักรพรรดิ ราชินีหิมะ ไนติงเกล และลูกเป็ดขี้เหร่ ซึ่งเรื่องหลังนี้ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน Hans Christian Andersen  แต่งขึ้นเพราะผู้คนมักจะเปรียบเทียบว่าเขานั้นเป็นลูกเป็ดขี้เหร่บ่อย ๆ

แม้ชีวิตของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน Hans Christian Andersen จะดูน่าเศร้า แต่เขาก็ได้สร้างรอยยิ้มและความเพลิดเพลินอันมากล้นให้แก่ผู้คนทั่วโลกจาก จินตนาการที่ส่งผ่านความคิดสู่ปลายปากกาออกมาเป็น หนังสือนิทาน จนนำไปสู่ การสร้างเป็นการ์ตูน นิทานภาพ ละครเวที นับครั้งไม่ถ้วน และเป็นไอดอลให้นักเขียนรุ่นใหม่ทั่วโลก

อีสป

            อีสป เป็นทาสชาวกรีกคนหนึ่งซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลา 560-620 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือ 208 ปี ก่อนพุทธศักราช(พระพุทธเจ้าประสูตรเมื่อ 80 ปี ก่อนพุทธศักราช) นับเวลาถึงปัจจุบันได้ 2,755- 2,815 ปี เขาอาศัยอยู่ที่เมืองซาร์ดิส บนเกาะซามอสของประเทศกรีก เกาะนี้ตั้งอยู่ที่นอกชายฝั่ง ของประเทศตุรกีในปัจจุบัน ในสมัยกรีกโบราณชายฝั่งทะเลทั้งหมดของประเทศตุรกีก็มีชาวกรีก อาศัยอยู่อย่างหนาแน่น อีสปเป็นคนพิการ ขี่เหร่ แต่เขามีจิตใจที่งดงาม ซึ่งตรงกันข้ามกับ สังขารของเขา เริ่มแรกนั้น อีสปมาจากเทรซซึ่งเป็นนครรัฐแห่งหนึ่งในสมัยโบราณ ปัจจุบันเทรซ เป็นดินแดนส่วนหนึ่งของกรีกและบัลแกเรีย อีสปไปทำงานเป็นทาสที่เกาะซามอสกับนายทาส ชื่อเอียดมอน ในระหว่างที่เป็นทาส อีสปได้นำชื่อเสียงมาสู่ตนเองและนายของเขาด้วยการเป็น นักเล่านิทานผู้มีความสามารถจนเป็นที่รู้จักกันดีในท้องถิ่นนั้น ในที่สุดอีสปก็ถูกปลดปล่อยให้ เป็นอิสระจากการเป็นทาส เนื่องจากความเป็นผู้ที่มีไหวพริบและสติปัญญาอันเฉียบแหลมของเขานั่นเอง

เมื่ออีสปได้รับอิสรภาพนั้น เขามีชื่อเสัยงโด่งดังในการเล่านิทานมากจนได้รับเชิญให้ไปทำงาน อยู่ในราชสำนักของกษัตริย์เครซุส ซึ่งทรงเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายปห่งราชอาณาจักรลิเดียของ เอเซียไมเนอร์ ขณะนั้นราชสำนักแห่งนี้มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตผู้ฉลาดรอบรู้อยู่แล้วหลายท่านเช่น โซลอน แห่งกรุงเอเธนส์ และเทลีส แห่งมิเลทัส เป็นต้น ในไม่ช้า กษัตริย์เครซุสก็ทรง โปรดปรานอดีตทาสผู้นี้อย่างรวดเร็ว เพราะทรงพอพระทัยในสติปัญญาอันเฉียบแหลมและไหวพริบ ตามธรรมชาติของเขา อีสปสามารถถวายทั้งความสนุกสนาน และแง่คิดในด้านต่าง ๆ แก่พระองค์ ทำให้ทรงเรียนรู้ความจริงหลายอย่างเกี่ยวกับการบ้านการเมืองของพระองค์จากการฟังนิทานของ อีสป มากกว่าจากการสนทนากับนักปราชญ์ประจำราชสำนักคนอื่น ๆ

ขณะนั้นกษัตริย์เครซุสทรงเป็นประมุขแห่งนครรัฐเล็ก ๆ ทั้งหลายของกรีกด้วย พระองค์ทรงส่ง อีสปให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชทูตยังเมืองหลวงของนครรัฐเหล่านี้ อีสปใช้นิทานของเขาทำให้เกิด ความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวอย่างชาญฉลาด ที่เมืองโครินธ์ อีสปใช้นิทานของเขา เป็นสื่อตักเตือนชาวเมืองถึงภยันอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการใช้กฏหมู่ที่กรุงเอเธนส์ เขาใช้นิทาน เรื่อง ” กบเลือกนาย “เป็นสื่อชักชวนให้ชาวเมืองเลื่อมใสในการปกครองของปีซัสเตรตัส เป็นผลสำเร็จ

อวสานชีวิตของอีสปมาถึง เมื่อกษัตริย์เครซุสส่งเขาไปปฏิบัติหน้าที่ราชทูตที่เมืองเดลฟิ ณ เมืองนี้ อีสปเล่านิทานโดยใช้สัตว์เป็นสัญาณบอกความจริงเกี่ยวกับความอยุติธรรมทางการเมืองให้ชาว เมืองรู้ การกระทำของเขาได้จุดไฟแห่งความโกรธแค้นให้ไหม้โหมกระหน่ำในหัวใจของนักการ เมืองแห่งเมืองเดลฟิอย่างหนัก นักการเมืองเหล่านี้ จึงคิดแก้แค้นอีสปโดยการแอบเอาขันทอง ศักดิ์สิทธิ์แห่งวิหารเทพอะพอลโลไปใส่ไว้ในกระเป๋าสัมภาระของอีสป แล้วกล่าวหาว่าเขาเป็นขโมย ในที่สุด อีสปจึงถูกตั้งข้อหาว่ากระทำการลบหลู่และทำลายชาวเดลฟิอย่างร้ายแรง อีกทั้งเป็นคนป่า เถื่อนและดุร้าย อีสปถูกตัดสินประหารชีวิตโดยถูกโยนลงมาจากหน้าผาสูงจนถึงแก่ความตาย ไปอย่างน่าเสียดายในที่สุด…

การสร้างแนวคิด การอบรมสั่งสอน ให้คนมีความเชื่ออย่างใด อย่างหนึ่งในสมัยเมื่อสามพันปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะนอกจากคนในสมัยนั้นยังมองเห็นโลก ไม่กว้าง ไม่มีเรื่องราวของวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แล้วการที่จะตั้งตัวว่าเป็น ผู้รู้หรือที่เรียกกันว่า เป็น นักปราชญ์ นั้นมีโทษอย่างร้ายแรง ทีเดียวเพราะในสมัยนั้น ผู้ที่จะเป็นผู้รู้ได้จะต้องเป็นผู้ที่อยู่ ในศาสนาเท่านั้น หากคนนอกวัดแสดงตัวเป็นผู้รู้ โอกาศที่จะถูกพวกพระ พวกผู้นำทางศาสนากล่าว หาเอาเอาได้ว่า เป็นพวกพ่อมดหมอผีซึ่งมีโทษถึงตายทีเดียว

จะเป็นด้วยเจตนาที่อีสปสร้างเรื่องราว เพื่อสั่งสอนให้คนทำความดี รู้จักตัวเอง มีคุณธรรม แต่เขารู้ว่า เขาจะทำอย่างตรง ๆไม่ได้เพราะจะมีภัยมาถึงตัว เขาจึงผูกเรื่องเพื่อการสั่งสอนของเขาออกเป็นเรื่องราว และใช้ตัวแสดงในเรื่องราวของเขาเป็นสัตว์ชนิดต่าง ๆ เป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้คนฟังเข้าใจว่า เป็นเรื่อง เล่า ขานกันเพื่อความสนุกสนานอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับการสั่งสอนใคร

ด้วยเหตุนี้เอง การเล่าเรื่องของอีสป จึงไม่มีใครคิดว่า เขากำลังสั่ง สอนให้คนอยู่ในศีลในธรรม แต่ทุกคน ฟังเรื่องราวของเขาเพราะความสนุกสนาน ถึงแม้ว่าอีสปจะจากไปแล้ว แต่นิทานของเขาก็ยังคงได้รับการเล่าสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีการนำไปแปลเป็นภาษาต่างๆ มากถึง 250 ภาษาทั่วโลก รวมทั้งภาษาไทยของเราด้วย ด้วยเหตุนี้เองนิทานอีสปจึงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และได้รับความนิยมมาโดยตลอด

 

ฌ็อง-เดอ ลา ฟอนเต

            ฌ็อง-เดอ ลา ฟอนเต เกิดเมื่อวันที่ 8 กรฏาคม ปี 1621 ณ เมืองช็องปาญ เป็นบุตรชายคนโตของชาส์ล-เดอ ลา ฟอนเต แม้จะไม่ใช่ตระกูลขุนนาง แต่ฐานะของครอบครัวก็จัดว่ามั่งคั่งอย่างมาก เขาจบการศึกษาในด้านนิติศาสตร์ และแต่งงานกับ Marie Héricart ในปี 1647 ต่อมาพวกเขามีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน หากแต่ชีวิตคู่ของพวกเขากลับไม่ราบรื่นนัก จึงตัดสินใจแยกทางกันในปี 1658

ในวัยเด็กของฌ็อง-เดอ ลา ฟอนเต นั้น ก็ปรากฏความสนใจในการอ่านกวีนิพนธ์ อีกทั้งเขายังเพลิดเพลินกับการขีดเขียนบทกวีของตัวเองอีกด้วย เมื่อโตขึ้นเขาหันเหชีวิตเข้ากรุงปารีส และทำงานด้านการแปลแปลงหนังสือ เล่มแรกของเขาที่รับการตีพิมพ์นั่นคือบทละคร Eunuchus of Terence

ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้เขาอย่างสูงนั่นคือการรวบรวม เรียบเรียงและตีพิมพ์นิทานขึ้นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิทานสัตว์ แรงบัลดาลใจสำคัญของเขาก็คือ อีสป นักเล่านิทานชาวกรีกโบราณ, นิคโคโล มาเคียเวลลี นักปรัชญา นักเขียน และนักรัฐศาสตร์ชาวอิตาลี, จิโอวานนิ โบคคาชโช นนักเขียน กวี และนักมานุษยวิทยาเรอเนสซองซ์ชาวอิตาลี เป็นต้น โดยเขาได้เอาต้นเค้าเรื่องราวจากหนังสือ “The book of Enlightenment or the Conduct of Kings” ของ Gilbert Gaulmin และผลงานนิทานเล่มแรกของเขาก็ตีพิมพ์ขึ้นเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ปี 1668 ในชื่อ “Fables Choisies”

นิทานของฌ็อง-เดอ ลา ฟอนเตขึ้นชื่อในเรื่องของความช่างคิดในกระบวนการเสริมสร้างศีลธรรม การแฝงความรู้ ตระหนักในธรรมชาติของมนุษย์ในสาระสำคัญของเรื่อง ซึ่งทำให้ลักษณะตัวละครในนิทานของเขานั้นดูโหดร้ายไม่เหมาะสมกับนิทานสำหรับเด็ก ซึ่งเขาต้องการให้นิทานมีลักษณะในเชิงเสียดสี วิพากษ์สังคม ศาสนา ความเชื่อของยุคสมัยนั้นมากกว่าอ่านเพื่อความบันเทิง จึงจำเป็นต้องทำให้มีเนื้อหาโหดร้าย ป่าเถื่อนอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

นอกจาก กูสตัฟ ฟลอแบร์ นักเขียนชื่อดังแล้ว ก็มีเพียง ฌ็อง-เดอ ลา ฟอนเต ที่นับเป็นผู้ประพันธ์อีกคนซึ่งได้รับการยอมรับว่าแตกฉานในภาษาฝรั่งเศสอย่างลึกซึ้ง เมื่อปี 1995 ทางไปรษณีย์ฝรั่งเศสได้ออกตราไปรษณียากรเพื่อฉลองแด่เดอ ลา ฟอนเตและนิทานของเขา ปี 2007 มีการสร้างภาพยนตร์เกี่ยวชีวประวัติของเขาในชื่อ “Jean de La Fontaine – le défi” และเขาได้รับการยกย่องให้เป็นนักเล่านิทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศฝรั่งเศส นอกจากนี้เขายังถือว่าเป็นบุคคลสำคัญยิ่งที่ช่วยคืนชีพให้นิทานจากทั่วทุกมุมโลกกลับขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง

พี่น้องตระกูลกริมม์

            เจค็อบ ลุดวิจ กริมม์ และ วิลเฮล์ม คาร์ล กริมม์ เกิดเมื่อวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1785 และ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1786 ตามลำดับ ที่เมืองฮาเนา ใกล้กับเมืองแฟรงค์เฟิร์ต แคว้นเฮสเซน พวกเขามีพี่น้องทั้งหมด 9 คน แต่มีชีวิตรอดเติบโตมาเพียง 6 คน[1] ชีวิตในวัยเด็กของพวกเขาอยู่ในแถบชนบทอันงดงามร่มรื่น ครอบครัวกริมม์พำนักอยู่ใกล้คฤหาสน์ของเจ้าผู้ครองแคว้นระหว่างช่วงปี 1790-1796 เนื่องจากบิดาของพวกเขาเป็นลูกจ้างของเจ้าชายแห่งเฮสเซน

เมื่อเจค็อบซึ่งเป็นบุตรคนโตอายุได้ 11 ปี บิดาของพวกเขาคือ ฟิลิป วิลเฮล์ม ก็ถึงแก่กรรม ครอบครัวจึงต้องย้ายไปอาศัยในบ้านเล็กๆ คับแคบในตัวเมือง สองปีต่อมา ปู่ของพวกเขาก็เสียชีวิต จึงคงเหลือแต่แม่เพียงคนเดียวที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพและเลี้ยงดูเด็กๆ

พี่น้องกริมม์ได้รับการศึกษาจาก Friedrichs-Gymnasium ใน Kassel และต่อมาได้เรียนวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยมาร์เบิร์ก และที่นี่ ด้วยแรงบันดาลใจจาก ฟรีดดริค ฟอน ซาวินี (Friedrich von Savigny) ทำให้พี่น้องทั้งสองเริ่มมีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีต ทั้งคู่เพิ่งมีอายุยี่สิบต้นๆ ในขณะที่เริ่มศึกษาด้านภาษาศาสตร์ และวางกฎของกริมม์ รวมถึงรวบรวมเรื่องราวเทพนิยายและเรื่องเล่านิทานพื้นบ้านจากที่ต่างๆ ซึ่งต่อมากลายเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงอย่างมาก อันที่จริงผลงานรวบรวมนิทานปรัมปราเหล่านี้เป็นผลพลอยได้จากการศึกษาด้านภาษาศาสตร์ซึ่งเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของคนทั้งสอง

ปี ค.ศ. 1808 มีบันทึกว่าเจค็อบได้เป็นบรรณารักษ์ในราชสำนักของกษัตริย์แห่ง Westphalia ปี ค.ศ. 1812 พี่น้องกริมม์ได้ตีพิมพ์ผลงานรวบรวมเทพนิยายของพวกเขาเป็นครั้งแรก ชื่อว่า Tales of Children and the Home ซึ่งพวกเขารวบรวมเรื่องราวมาจากชาวบ้านชนบท เรื่องบางส่วนก็ขัดแย้งกับที่มาของเรื่องอื่นๆ ที่ตีพิมพ์ในวัฒนธรรมอื่นและภาษาอื่น (เช่นงานของ ชาร์ลส์ แปร์โรลต์) พี่น้องกริมม์แบ่งงานกันทำ เจค็อบเน้นที่งานวิจัย ส่วนวิลเฮล์มทำหน้าที่ปะติดปะต่อเรื่องราว นำมาประพันธ์ใหม่ในรูปแบบวรรณกรรมและเขียนบรรยายในลักษณะของนิทานเด็ก พี่น้องทั้งสองยังให้ความสนใจกับนิทานพื้นบ้านและประวัติศาสตร์กำเนิดของวรรณกรรม ปี ค.ศ. 1816 เจค็อบได้เป็นบรรณารักษ์ใน Kassel ส่วนวิลเฮล์มก็ได้งานที่นั่นเช่นกัน ระหว่าง ค.ศ. 1816 – 1818 ทั้งสองได้ตีพิมพ์ตำนานเยอรมันสองชุด และประวัติวรรณกรรมยุคต้นอีกหนึ่งชุด

ขณะที่พี่น้องกริมม์เริ่มสนใจในภาษาเก่าแก่และความสัมพันธ์ของภาษาเหล่านั้นกับภาษาเยอรมัน เจค็อบเริ่มศึกษาประวัติศาสตร์และโครงสร้างของภาษาเยอรมันอย่างละเอียด ในเวลาต่อมา พวกเขาได้สรุปความสัมพันธ์ระหว่างคำต่างๆ และเรียกชื่อว่าเป็น กฎของกริมม์ โดยได้รวบรวมข้อมูลดิบไว้เป็นจำนวนมาก ปี ค.ศ. 1830 ทั้งสองได้ซื้อบ้านหลังหนึ่งใน Göttingen หลังจากมีหน้าที่การงานมั่นคงในเมืองนั้น เจค็อบได้เป็นศาสตราจารย์ และเป็นหัวหน้าบรรณารักษ์ในปี ค.ศ. 1830 ส่วนวิลเฮล์มได้เป็นศาสตราจารย์ในปี ค.ศ. 1835

ปี ค.ศ. 1837 พี่น้องกริมม์ร่วมกับศาสตราจารย์ที่เป็นเพื่อนร่วมงานในมหาวิทยาลัย Göttingen อีก 5 คน ร่วมกันคัดค้านการเพิกถอนรัฐธรรมนูญแห่งรัฐฮันโนเวอร์ของกษัตริย์ เออร์เนสต์ ออกัสตัส ที่หนึ่ง กลุ่มผู้คัดค้านนี้เป็นที่รู้จักต่อมาในชื่อ Die Göttinger Sieben (The Göttingen Seven) ทั้งหมดถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย และมี 3 คนที่ถูกเนรเทศ รวมถึงเจค็อบด้วย เจค็อบหนีไปอาศัยอยู่ใน Kassel ซึ่งอยู่นอกอาณาเขตของกษัตริย์เออร์เนสต์ วิลเฮล์มติดตามไปสมทบภายหลัง โดยพำนักอยู่กับลุดวิจ น้องชายของพวกเขา ในปีต่อมาทั้งสองได้รับเชิญจากษัตริย์แห่งปรัสเซีย เชิญให้ไปพำนักอยู่ในเบอร์ลิน และทั้งสองก็ได้ย้ายไปยังเบอร์ลินนับแต่นั้น[4]

ช่วงปลายชีวิตของพวกเขาอุทิศให้กับการจัดทำพจนานุกรมภาษาเยอรมัน ตีพิมพ์ชุดแรกออกมาเมื่อปี ค.ศ. 1854 และเป็นต้นแบบในการพัฒนาปรับปรุงเวอร์ชันต่างๆ ต่อมา เจค็อบครองตัวเป็นโสดตลอดชีวิตของเขา ส่วนวิลเฮล์มได้แต่งงานกับ เฮนเรียตเต โดโรเธีย ไวลด์ (Henriette Dorothea Wild หรือบางแห่งเรียกว่า Dortchen) เมื่อปี 1825 เธอเป็นบุตรีของเภสัชกรซึ่งเป็นเพื่อนกับครอบครัวกริมม์มาตั้งแต่เด็ก ที่ซึ่งพี่น้องกริมม์ได้ฟังนิทานเรื่อง หนูน้อยหมวกแดง เป็นครั้งแรก วิลเฮล์มมีบุตร 4 คนโดยเสียชีวิตตั้งแต่เด็กไป 1 คน แต่พี่น้องทั้งสองก็ยังสนิทกันมากแม้หลังจากที่วิลเฮล์มแต่งงานแล้วก็ตาม

วิลเฮล์มเสียชีวิตในกรุงเบอร์ลินเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1859 เจค็อบยังคงทำงานรวบรวมพจนานุกรมและโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไปจนกระทั่งเสียชีวิตในเบอร์ลินเช่นกัน เมื่อวันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 1863 ร่างของทั้งสองฝังไว้ที่สุสาน St. Matthäus Kirchhof ใน Schöneberg ในเบอร์ลิน พี่น้องตระกูลกริมม์ได้เผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยให้แพร่หลายกว้างขวางในเยอรมนี และได้รับความเคารพยกย่องเป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลในการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในเยอรมนี ซึ่งต่อมาราชอาณาจักรปรัสเซียได้ก่อการปฏิวัติในช่วงปี 1848-1849 และเริ่มต้นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญขึ้น

เทพนิยายกริมม์ เกิดขึ้นจากความสนใจอย่างลึกซึ้งในด้านภาษา ไวยกรณ์ และประวัติศาสตร์ของสองพี่น้อง ในช่วงแรกได้รับเสียงวิจารณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก ด้วยเรื่องราวที่มิได้สวยงามอ่อนหวาน ดังที่ได้อ่านกันในปัจจุบัน แต่ต่อมาภายหลังมีการขัดเกลา เนื้อเรื่องให้น่าอ่านมากขึ้น และเมื่อได้รับการแปลเป็นภาษาอื่น ยังมีการตัดทอนเนื้อหาที่ล่อแหลม หรือรุนแรงบางส่วนออกไปด้วย ตลอดชีวิตพวกเขาทำงานอยู่ใกล้ชิดกัน แม้การลงนามในสัญญาต่างๆ ก็ยังใช้ชื่อร่วมว่า “พี่น้องตระกูลกริมม์” โดยนอกจากผลงานนิทานที่ได้รับความนิยมแล้ว ยังเป็นผู้ศึกษาภาษาเก่าแก่ ศาสตราจารย์ บรรณารักษ์ และผู้มีอิทธิพลในการเคลื่อนไหว เพื่อประชาธิปไตยในเยอรมนีอีกด้วย แม้ปัจจุบันสองพี่น้องตระกูลกริมม์จะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ผลงานยังคงมีชีวิตอยู่ตราบจนทุกวันนี้

 

            ชาร์ล แปโร

            ชาร์ล แปโร เกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1628  เขาเกิดที่กรุงปารีส ในตระกูลกระฎุมพีผู้มั่งมี ในวัยเด็กเขามีความสนใจในเรียนรู้ทุกศาสตร์ เคยเข้าเรียนทั้งสถาบันวิทยาศาสตร์ สถาบันสอนศิลปะหรือสถาบันกฏหมายที่ดีที่สุดในยุคนั้น และเขาก็ทำคะแนนได้ในระดับหัวกะทิทุกครั้ง เขาเคยเป็นสมาชิกในสำนักคิด Académie Française ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นศูนย์รวมกลุ่มปัญญาชนที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้นอีกด้วย

ครั้นเมื่อสำเร็จการศึกษา เขาออกมาประกอบอาชีพเป็นทนายความ ได้ร่วมงานกับพี่ชายทำหน้าที่เก็บภาษีในกรุงปารีส แต่เขามีความสนใจในการเขียนหนังสือมากกว่า ความคิดและอุดมคติของเขาอาจจัดได้ว่าเป็นไปทางเสรีนิยมสมัยใหม่ ไม่นิยมความคิดแบบโบราณ เขาเชื่อว่าอนาคตแนวทางสมัยใหม่นี้จะต้องเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ช่วงวัยหนุ่มของเขาหมดไปกับการแต่งหนังสือเพื่อเสริมสร้างปัญญาแก่ผู้คน เขายังจัดว่าเป็นพระสหายของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 อีกด้วย พระองค์มักทรงให้เขาเข้าพบเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการดูแลอาคารหลวง ออกแบบสิ่งทอและเขียนบทกวีอยู่บ่อยครั้ง และเขาได้เข้าเป็นสมาชิก Académie Française สำนักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศสในปี 1671 และเขาก็ได้ยกเลิกกฎเกณฑ์โบราณที่จะรับสมาชิกเฉพาะชนชั้นสูงเท่านั้น ให้เปิดกว้างสาธารณะมากยิ่งขึ้น

แม้ความคิดอ่านของเขาจะเป็นสมัยใหม่ แต่สิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้เขาอย่างมากจนถึงปัจจุบัน กลับเป็นการรวบรวมนิทานโบราณมากกว่า เมื่อภรรยาของเขาเสียชีวิต ชาร์ลได้เลิกงานกิจกรรมที่เป็นสังคมสาธารณะ เขาหลีกเร้นกายอุทิศตนเพื่อสอนหนังสือแก่ลูกหลาน ครั้นอายุล่วงเข้า 70 ปี เขาจึงหันมาให้ความสนใจในเรื่องราวของนิทานอย่างเต็มที่

นิทานอย่าง หนูน้อยหมวกแดง, เจ้าหญิงนิทรา, ซินเดอเรลล่า นั้นถูกเล่าขานกันมาผ่านการเล่าแบบปากต่อปาก จากรุ่นสู่รุ่นนับร้อยนับพันปี แต่ไม่เคยมีการจดเป็นลายลักษณ์อักษรเลย ชาร์ล แปโรจึงทำหน้าที่รวบรวมเรื่องราวทั้งหลาย แล้วนำมาเขียนเรียบเรียงและแต่งเติมขึ้นใหม่ในลีลาของตัวเอง ตีพิมพ์จำหน่ายครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม ปี1697 ในหนังสือที่ชื่อว่า “Histoires ou contes du temps passé” ในภาษาอังกฤษ “Stories or Fairy Tales from Bygone Eras” หรือเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกในชื่อ “Tales of Mother Goose” หนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จทันทีที่วางแผง และหนังสือเล่มนี้ยิ่งเป็นที่นิยมมากขึ้นไปอีกเมื่อโรเบิร์ต แซมเบอร์ นักเขียน นักแปลชาวอังกฤษ นำไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ ตีพิมพ์ในปี 1729 ในหนังสือที่ชื่อว่า “Histories or Tales of Times Past” ทำให้เข้าถึงผู้คนทั่วทุกมุมโลกมากยิ่งขึ้น และแม้ปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้ยังคงถูกตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้รับความนิยมจากเด็กๆตลอด 300 ปี

นอกจากนี้เขายังแปล Fabulae Centum หรือ 100 Fables ซึ่งเป็นผลงานการเขียนนิทานอีสป ของ Gabriele Faerno ในภาษาละตินเป็นภาษาฝรั่งเศสในปี 1699 ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 1703 ในวัย 75 ปี กล่าวได้ว่านิทานเทพนิยายที่มีชื่อเสียงกันจนถึงทุกวันเป็นรูปแบบดั้งเดิมของเขาในสมัยนั้น และถือเป็นต้นแบบให้พี่น้องตระกูลกริมม์ในยุคต่อมา นอกจากเป็นหนังสือแล้ว นิทานของชาร์ล แปโร ยังได้รับการดัดแปลงไปเป็นอุปรากรโอเปร่า บัลเล่ต์ ละครเวที ละครเพลง ภาพยนตร์ และภาพยนตร์การ์ตูนมากมายในปัจจุบัน เล่าขานได้มิรู้จบ

วอลต์ ดิสนีย์

                             วอลเตอร์ อีเลียส ดิสนีย์ (Walter Elias Disney) (5 ธันวาคม 2444 – 15 ธันวาคม 2509, ค.ศ. 1901-1966) เป็นผู้สร้างผลงานการ์ตูนที่แพร่หลาย และประสบความสำเร็จมากที่สุดของโลกคนหนึ่ง เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท วอลต์ ดิสนีย์ และเป็นคนสร้างภาพยนตร์การ์ตูนสีเป็นคนแรก เขาเริ่มทำการ์ตูน มิกกี้เม้าส์ (Mickey Mouse) และ โดนัลด์ดั๊ก (Donald Duck) และเริ่มทำหนังยาว เช่น สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด (Snow White and the Seven Dwarfs), แฟนตาเซีย (Fantasia), พินอคคิโอ (Pinocchio) และ แบมบี้ (Bambi) หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังการ์ตูนต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการสร้างมาก ดิสนีย์จึงได้เริ่มทำภาพยนตร์เกี่ยวกับการผจญภัยที่เป็นจริง เช่นเรื่อง เดอะ ลิฟวิง เดสเสิร์ท (The Living Desert) เขายังได้สร้างสวนสนุกสองแห่ง และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 59 รางวัล และได้รับรางวัลออสการ์ถึง 26 รางวัล นับว่าเป็นบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงและได้รับรางวัลออสการ์มากที่สุดในโลก

วอลท์ ดีสนี่ เป็นผู้สร้างการ์ตูนที่แพร่หลายและประสบความสำเร็จมากที่สุดของโลกคนหนึ่ง และเป็นคนสร้างภาพยนตร์การ์ตูนสีเป็นคนแรก เขาเริ่มทำการ์ตูนมิกกี้ เมาส์(Mickey Mouse) โดยร่วมมือกับน้องชายรอย ดีสนีย์ และหัวหน้าทีม นักวาดการ์ตูนและน้องชายชื่อ รอย วอลท์ ดีสนีย์ ได้ร่วมมือกันก่อตั้ง Walt Disney Company ขึ้น และหนังมิกกี้ เมาส์ ขึ้นตอน Steamboat Willie ซึ้งเป็นหนังการ์ตูนเสียงเรื่องแรกของโลก คือก้าวแรกของวอลท์ ดีสนีย์

มิกกี้เมาส์ ถือกำเนิดขึ้นในปี 1928 บนขบวนรถไฟนิวยอร์กสู่ลอสแองเจลีส ขณะนั้น “วอลท์ ดีสนีย์” มีอายุเพียง 27 ปีเขาเดินทางกลับจากการเจรจากับเพื่อนร่วมงานที่ ฉ้อโกง ทำให้เขาสูญเสียลิขสิทธิ์การ์ตูนกระต่ายที่เขาวาดขึ้นมาเองกับมือ บนรถไฟนั้นเองที่ วอลท์ จินตนาการถึงเจ้าหนู กางเกงแดงตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งขึ้นมา เขาลงมือวาดมันขึ้นและตั้งชื่อมันว่า “มอร์ติเมอร์” แต่ลิเลียนผู้เป็นภรรยาที่เดินทางไปกับเขาด้วย กลับติว่าชื่อนี้เป็นทางการและจริงจังเกินไป ก่อนจะตั้งชื่อใหม่ให้มันว่า “มิกกี้ เมาส์”

ด้วยความหวังที่จะประสบความสำเร็จ เป็นราชาการ์ตูนผู้โด่งดัง โดยก่อนหน้านี้เขาได้สร้างสรรค์ตัวละครการ์ตูนขึ้นมาตัวหนึ่ง ชื่อว่าอลิซ และแต่งเป็นเรื่องAlice in Wonderland เมื่อได้โอกาสเขาก็ได้นำการ์ตูนเรื่องนี้ไปเสนอบริษัทจัดจำหน่าย และบ.เอ็มเจ วิงเลอร์ก็ตกลงยอมเป็นผู้ จัดจำหน่ายการ์ตูนเรื่องนี้ เมื่อเจราจาตกลงกันได้ วอลต์ดีสนีย์และพี่ชาย รอยดีสนีย์ จึงเลือกเอาวันที่เซ็นสัญญากับบ.จัด จำหน่ายเป็นวันก่อตั้งบ.คือวันที่16ตุลาคม ค.ศ.1923 ในชื่อดั้งเดิมว่า”ดีสนีย์ บราเธอร์ส การ์ตูนสตูดิโอ”แต่ภายหลังรอยก็เป็นผู้แนะ นำให้เปลี่ยนชื่อบ.เป็น”วอลต์ ดีสนีย์สตูดิโอ”แทน มีสำนักงานอยู่บนถนนคิงส์เวลล์ในฮอลลีวู้ด หลีงจากที่มีเงินมากพอที่จะขยับขยาย บริษัท วอลต์ดีสนีย์ก็ย้ายที่ทำการแห่งใหม่ไปที่สตูดิโอไฮเปอเรียน

วอลต์ ดีสนีย์ได้สร้างการ์ตูนชุดอลิซอยู่ถึง4ปีและในปีค.ศ.1927 เขาก็สร้างตัวการ์ตูนขึ้นมาใหม่อีกตัวคือกระต่ายออสวอลด์ ซึ่งเป็นตัวเอกในการ์ตูน 26 ตอนของเขา ต่อมาเมื่อวอลต์ ดีสนีย์พยายามเจรจาต่อรองเรื่องค่าตอบแทนกับทางบริษัทจัดจำหน่าย จึงได้รู้ว่าทางบริษัทจัดจำหน่ายไม่ซื่อสัตย์ต่อเขา โดยได้ทำสัญญาว่าจ้างนักเขียนการ์ตูนของวอลต์ดีสนีย์เพื่อสร้างการ์ตูนออสดวอลด์ ขึ้นมาเองโดยไม่ต้องการอาศัยวอลต์ ดีสนีย์ บทเรียนครั้งนี้ทำให้เขาต้องสูญเสียตัวการ์ตูนออสวอลด์ให้กับ ทางบ.จัดจำหน่ายไป

เมื่อสูญเสียตัวการ์ตูนออสวอลด์ไปแล้ว วอลต์ดีสนีย์ก็คิดตัวการ์ตูนขึ้นมาใหม่คือตัวการ์ตูนมิคกี้ เมาส์ด้วยความร่วมมือของแอ๊บ ไอเวิร์กส์ หัวหน้าทีมวาดการ์ตูนของเขา และหนูตัวนี้ก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เป็นที่รักของผู้ชมทั่วโลกทำให้มีตอนต่อออกมาอีกหลายต่อหลายตอน

วอลต์ ดีสนีย์เป็นคนที่ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ เขาจึงได้ผลิตตัวการ์ตูนชุดต่อมาอีกคือซิลลี ซิมโฟนีเพื่อให้เข้ากับชุดกับมิกกี้ เมาส์ซึ่งซิลลี ชิมโฟนี เป็นการ์ตูนสีตลอดเรื่องเป็นเรื่องแรก และได้รับรางวัลชนะเลิศจากเวทีประกวดการ์ตูนหลายเวที และนับจากนั้นตลอดทศวรรษ การ์ตูนของ ดีสนีย์ก็ไม่เคยพลาดรางวัลออสการ์แม้แต่ปีเดียว

ในขณะที่หนังการ์ตูนของดีสนีย์ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ การผลิตตัวการ์ตูนของดีสนีย์ออกจำหน่ายก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัท จึงมีสินค้าตัวการ์ตูนมิกกี้เม้าส์ออกมา และหนังสือมิกกี้เมาส์เล่มแรกก็ได้รับการตีพิมพ์ในปีค.ศ. 1930พร้อมๆกับการตีพิมพ์การ์ตูนมิกกี้เมาส์ในหนังสือพิมพ์เป็นครั้งแรก

ในปีค.ศ.1943วอลต์ ดีสนีย์บอกกับเหล่านักวาดการ์ตูนของเขาว่า เขาอยากจะผลิตหนังการ์ตูนเรื่องยาวออกมา โดยเขาได้ เล่าเรื่องสโนไวต์กับคนแคระทั้งเจ็ดให้เหล่านักวาดการ์ตูนฟัง ทุกอย่างจึงได้เริ่มต้นขึ้น ด้วยระยะเวลา3ปีที่ทางทีมงานทุ่มเท กับการ์ตูนเรื่องสโนไวต์จนเสร็จสมบูรณ์ออกฉายในช่วงคริสต์มาสปีค.ศ.1937 และกลายเป็นหนังการ์ตูนสร้างสถิติทำรายได้ สูงสุดก่อนจะถูกหนังเรื่องGone with the windทำลายสถิติในเวลาต่อมา จากนั้นทางดีสนีย์ก็เริ่มโครงการการสร้างหนัง การ์ตูนเรื่องยาวอย่างจริงจัง โดยเรื่องต่อๆมาได้แก่ Pinocchioและ Fantasia ซึ่งเป็นผลงานที่สำคัญเช่นเดียวกัน ปีแห่งความสำเร็จของดีสนีย์คือปี1950 ซึ่งดีสนีย์เริ่มสร้างหนังแอ๊คชั่นออกมาเป็นเรื่องแรกคือTreasure Islandควบคู่ ไปกับการทำการ์ตูนคลาสสิกออกมาด้วยคือCinderella รวมทั้งมีรายการเกมโชว์ทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรกและเริ่มจริงจังกับ รายการชุดทางทีวีในปี1954เริ่มจากชุดดีสนีย์แลนด์ ตามด้วยมิกกี้เมาส์คลับที่เป็นที่ชื่นชอบจากทุกคน

บัดนั้นเองที่ดาวดวงน้อยๆ แห่งโลกการ์ตูนก็จรัสแดงขึ้น โดยไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่า หนูตัวนั้นจะกลายมาเป็นขวัญใจของเด็กๆ และผู้คนทั้วโลกในเวลาต่อมา เขาปรากฏตัวต่อสาธารณชนทั่วโลกผ่านทางการ์ตูนเสียงเรื่องแรก สตีมโบท วิลลี่(Steamboat Willie) เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 1928 จวบจนถึงปัจจุบัน มิกกี้ก็ได้อยู่ในฐานะขวัญใจของเด็กๆ และในปี ค.ศ. 1955 ดีสนีย์บุกเบิกสร้างอาณาจักรสวนสนุกยิ่งใหญ่ของโลก “ดีสนีย์แลน” ขึ้นที่อนาไฮม์ แคลิฟอร์เนีย เพื่อต้อนรับเด็กๆ จากทั่วโลก มิกกี้ก็กลายเป็นเจ้าบ้านคอยต้อนรับเด็กหลายล้านคนจากทั่วโลก ที่จะต้องวิ่งเข้ามาจับมือทักทายถ่ายรูปร่วมกับเขา

มิกกี้ เมาส์ สามารถเป็นที่รักและครองหัวใจของเด็กๆ และผู้คนทั่วโลกได้เป็นเวลาหลายทศวรรษ แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงหนูตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งที่ถือกำเนิดขึ้นจากเรื่องราวของความเศร้าและความสูญเสีย คำตอบก็คงเป็นเพราะว่า เขาสอนให้ผู้คนหันหลังจากความทุกข์ และหัวเราะยิ้มกับเรื่องราวดีๆ ที่เขาและผองเพื่อนเพียรมอบให้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคงเป็นเพราะว่าเขามีความฝันที่ยิ่งใหญ่ ที่สามารถเข้าถึงหัวใจของเด็กทั่วโลกได้โดยง่าย

ในช่วงปี ค.ศ. 1930-1940 เหล่าผองเพื่อนมิกกี้ก็เกิดตามมา ได้แก่ มินนี่ เมาส์(Minnie Mouse),กู๊ฟฟี่(Goofy),พลูโต(Pluto),โดนัลด์ ดั๊ก(Donald Dack) และอีกมากมาย ปี ค.ศ. 1940 ภาพยนตร์เรื่อง แฟนตาเซีย (Fantasia) ภาพยนตร์แอนนิเมชั่นเรื่องแรกของมิกกี้ที่ได้ออกแพร่ภาพ และปี 1945 มิกกี้กลับมาโด่งดังอีกครั้งในรายการโทรศัทน์ มิกกี้เมาส์คลับ ทางสถานี ABC ทำให้เรื่องราว และภาพของมิกกี้ เมาส์ปรากฏในสื่อทุกรูปแบบ

เป็นเวลากว่า 75 ปีแล้วที่มิกกี้เมาส์ครองใจเด็กๆ และผู้คนทั่วโลก แม้ว่าจะเป็นเพียงหนูตัวเล็กๆ แต่เขากลับสอนให้ผู้คนหันหลังให้กับความทุกข์ และหัวเราะยิ้มรับกับเรื่องราวดีๆ ที่เขาและผองเพื่อนมอบให้ นี่คือคำจำกัดความของวอลท์ ดีสนีย์ ผู้สร้างดาราการ์ตูนที่ยิ่งใหญ่อย่างมิกกี้ เมาส์ “I hope we never lose sight of on thing…that this was all star by a mouse,” อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของดิสนีย์ยืนยงมาจนถึงทุกวันนี้ได้ ก็เพราะเราเริ่มต้นจากหนูตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง

บัดนี้วอลท์ ดีสนีย์ ได้กลายมาเป็นธุรกิจบันเทิงชั้นแนวหน้าของโลก ซึ่งดำเนินการโดยครอบครัวในช่วงเริ่มต้น บริษัท วอลท์ ดีสนีย์ มีชื่อเสียงโด่งดังจากภาพยนตร์การ์ตูน แต่ต่อมาบริษัทก็เริ่มสร้างหนังที่ใช้คนแสดง เช่น Treasure Island และ 20000 Leagues Under the Sea ไม่นานไม่นานหลังจากนั้นสวนสนุกดีสนีย์แลน แห่งแรกได้เปิดตัวขึ้นที่เมืองแอนนาไฮม์รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อผู้ก่อตั้งซึ่งเป็นเจ้าของวอลท์ ดีสนีย์ เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1966 บริษัทสร้างหนังของวอลท์ ดีสนีย์ ก็ตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน จนมาปี 1983 จึงได้ฟื้นตัวกลับมาคึกคักอีกครั้ง คราวนี้ได้ขยายบริษัทลูกออกมาเป็น Touchstone Pictures และ Splash หนังเรื่องแรก ของ Touchstone Pictures ก็ทำรายได้ให้อย่างงามบริษัท วอลท์ ดีสนีย์ ภายใต้การบริหารของ Michael Eisner และ Jeffrey Katzenberg

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s