ทฤษฎีการแพร่กระจายนิทานพื้นบ้าน (Dissemination of literature Theory)

การเล่าเรื่องต่าง ๆ สู่กันฟังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว เรื่องราวเหล่านี้มีกำเนิดมีวิวัฒนาการ และมีการแพร่กระจ่ายไปตามที่ต่าง ๆ แต่จะไม่มีการดับสูญ การเล่าเรื่องจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับที่มนุษย์มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นหมู่คณะ ซึ่งการรวมตัวนี้มีการทำให้เกิดแรงกระตุ้นในการที่จะเล่าเรื่อง และเกิดการต้องการที่จะฟังด้วย  ในตอนแรก ๆ การเล่าเรื่องสู่กันฟังคงจะเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์บางอย่างที่คนอื่น ๆ ไม่มีโอกาสได้ร่วมรับรู้กับผู้เล่า และต่อมาก็เป็นการสร้างสรรค์เรื่องราวจากจิตนาการ ตามความฝันของแต่ละบุคคล ศิลปะการสร้างสรรค์นี้จะถูกกำหนดโครงสร้าง รูปแบบ เนื้อหา และนำไปถ่ายทอดโดยกลุ่มคนต่าง ๆ ดังนั้นการเล่าเรื่องจึงเป็นสื่ออย่างหนึ่งที่มีความสำคัญ และมีความสัมพันธ์กับมนุษย์ตลอดมา

เรื่องเล่าเป็นประเพณีปรัมปราที่หลากหลายและยังคงทนยั่งยืนอยู่ในสังคมมนุษย์ เป็นศิลปะที่กลุ่มชนพื้นบ้านสร้างสรรค์ขึ้น แล้วเผยแพร่ออกไปสู่สังคมอื่น ๆ ประเพณีนี้สืบทอดกันต่อ ๆ มาจากรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง โดยเราไม่ทราบว่าผู้ที่เล่าเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นคนแรกคือใคร การถ่ายทอดก็เป็นแบบมุขปาฐะเป็นส่วนใหญ่ คือมีผู้เล่า มีผู้ฟัง ผู้ฟังจดจำเรื่องนั้นไปเล่าให้คนอื่นฟังอีก โดยอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมเนื้อเรื่อง สาระบางอย่าง หรือตัดทอนเรื่องไปโดยตั้งใจหรือไม่ตั่งใจก็ได้ โดยไม่มีการจดบันทึกเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่บางครั้งประเพณีปรัมปรานี้จะเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นวรรณกรรมลายลักษณ์ คือผู้เล่าหรือผู้ฟังเป็นผู้จดบันทึก หรือนำไปพิมพ์เป็นหนังสือ เมื่อวิทยาการด้านการพิมพ์เจริญก้าวหน้าขึ้น แต่ความเป็นประเพณีปรัมปราหรือมรดกทางสังคมและวัฒนธรรมก็ยังคงอยู่

แม้นักวิชาการบางคนจะไม่ต้องการนำวรรณกรรมลายลักษณ์เข้ามาเกี่ยวข้องเพราะต้องการให้ความสำคัญแก่บทบาทของการถ่ายทอดด้วยปากอย่างเดียวก็ตาม แต่วรรณกรรมลายลักษณ์ก็คือสิ่งที่บันทึกตังวรรณกรรมมุข ปาฐะไว้ จึงมีความสำคัญในแง่ที่เป็นพยานหลักฐานในกระบวนการถ่ายทอดวรรณกรรมของประเพณีปรัมปรา  เกี่ยวกับการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรนี้ นักคติชนวิทยาได้สืบสาวถึงแหล่งข้อมูลดั่งเดิมและพบร่องรอยของการบันทึกนิทานเป็นตัวอักษรในจารึกของอียิปต์ว่ามีความเก่าแก่ถึง 1,600 ปีก่อนคริสต์ศักราช และในจารึกของอินเดีย กรีก เปอร์เซีย และฮิบรู เมื่อประมาณ 2,000 ปีมานี้ แต่เราก็ไม่อาจทราบแน่ว่าก่อนที่จะมีการจารึกลายลักษณ์อักษรนั้นนิทานมีกำเนิดมาเป็นเวลาเท่าไรแล้ว และแพร่หลายอยู่ในกลุ่มชนมากี่ร้อยกี่พันปี

นิทานพื้นบ้านเป็นสิ่งที่เก่าแก่กระทั่งเราไม่อาจสืบทราบได้อย่างแน่ชัดว่าใครเป็นผู้แต่ง หรือประดิษฐ์เรื่องราวนั้นขึ้นเป็นคนแรก เรื่องเหล่านี้อาจถูกสร้างขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ แต่จะต้องมีเหตุหรือแรงจูงใจอย่างใดอย่างหนึ่ง นิทานทั่วโลกจะมีเนื้อเรื่อง รายละเอียดของเหตุการณ์หรือลักษณะบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน ดังนั้นนักคติชนวิทยาจึงพยามยามสืบสาวค้นคว้าเรื่องประวัติชีวิตของนิทาน คือการศึกษาว่านิทานมีกำเนิดขึ้นมาอย่างไรและเหตุใดจึงคล้ายคลึงกัน  เพราะได้มีการยืนยันกันอย่างแน่นอนแล้วว่า  บางชนชาติที่มีเล่านิทานที่คล้ายกันนั้น ไม่มีการติดต่อกันทางวัฒนธรรมแต่อย่างใด และในการศึกษาเรื่องเล่าหรือนิทานในชุมชนต่าง ๆ นั้น บรรดานักคติชนวิทยาต่างก็พยายามใช้หลักเกณฑ์ และวิธีการที่มีเหตุผลเข้ามาวิเคาระห์ พบว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ในนิทานของชาวยุโรปส่วนใหญ่ ตลอดจนโครงเรื่องและตัวละครที่เป็นไปในทำนองเดียวกัน จะมีอยู่ในตำนานของพวกชนเผ่าอารยันด้วย เช่น

– เรื่องราวของบุตรสาวคนสุดท้องผู้ถูกกดขี่ข่มเหง แต่ในที่สุดจะประสบความสำเร็จ

– เรื่องของบุตรชายคนสุดท้องผู้ได้ชัยชนะ

– เจ้าสาวตัวปลอมมาแทนที่เจ้าสาวตัวจริง

– ภรรยาหรือบุตรสาวของยักษ์หนีตามพระเอกผู้เป็นนักเผชิญโชค

– การติดตามของยักษ์

– ภรรยาผู้ถูกบังคับให้สามีทิ้งไป ด้วยสาเหตุที่ไม่ปรากฏ

– สามีผู้ถูกบังคับให้ทิ้งภรรยาไป ด้วยสาเหตุที่ไม่ปรากฏ

– ฯลฯ

ในที่สุดนักคติชนวิทยาส่วนหนึ่งก็ยอมรับกันว่า นิทานพื้นบ้านจำนวนหนึ่งนั้นน่าจะเป็นของชนเผ่าอารยันหรือกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูล อินโด – ยุโรป แต่เดิมนิทานเป็นสมบัติของส่วนรวมของผู้คนที่พูดภาษานี้ และหากจะกล่าวโดยทั่วไปแล้ว นิทานจะประกอบด้วยเหตุการณ์ต่าง ๆ จำนวนไม่มากนักมาจัดรวมกลุ่มเข้าด้วยกันในลักษณะและการบวนการที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง เหตุการณ์ต่าง ๆ ของนิทานนี้ เป็นสิ่งที่แปลกประหลาด ไม่มีเหตุผล และไม่อาจอธิบายได้ เหตุใดธรรมชาติทั้งที่มีชีวิตและเคลื่อนไหวได้ กับไม่มีชีวิตและเคลื่อนไหวไม่ได้ จึงเป็นสิ่งที่มีระดับของสติปัญญาเท่าเทียมกับมนุษย์ และมีคุณสมบัติแบบเดียวกับมนุษย์ นั่นคือพวกสัตว์ป่า นก ปลา ฯลฯ ไม่เพียงแต่จะพูดภาษามนุษย์ได้เท่านั้น แต่ยังสามารถแต่งงานหรือมีจุดหมายที่จะแต่งงานกับมนุษย์ได้เหมือนกับมนุษย์คนหนึ่ง เรื่องที่ปรากฏอย่างสม่ำเสมอในนิทาน คือเรื่องราวต่าง ๆ ที่ดูเหมือนเหลวไหลไร้สาระ เช่นพระราชินีถูกกล่าวหาว่าคลอดบุตรเป็นสุนัข หรือสัตว์ต่าง ๆ เช่น หอย กบ ฯลฯ คลอดบุตรโดยมีสิ่งของติดออกมาด้วย เช่น อาวุธต่าง ๆ คนกลายร่างเป็นสัตว์ป่า วัตถุไร้ชีวิต เช่นหยดเลือด น้ำลาย เสมหะ ที่ถูกถ่มออกมา ต้นไม้หรือก้อนหิน ฯลฯ สามารถพูดได้ และที่ปรากฏบ่อย ๆ คือ คำสาปหรือเวทมนต์มายาซึ่งอาจจะมีชัยชนะเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง

ความสับสนของการแพร่กระจายของนิทานและการ อธิบายถึงการแพร่ กระจายนั้นมีมากเพราะ นิทานพื้นบ้านในประเทศต่าง ๆ จำนวนมากมีโครงเรื่องคล้ายกัน ตรงกัน เหมือนกัน จนน่าจะเชื่อได้ว่า มีแหล่งกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่ชนชาติเหล่านั้นมีภูมิลำเนาห่างไกลกัน และไม่พบหลักฐานด้านประวัติศาสตร์ในการติดต่อกันเลยไม่ว่ายุคใดสมัยใด ลักษณะดังกล่าวทำให้นักวิชาการกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า นิทานสามารถเกิดได้ในท้องถิ่นของตนเอง เพราะสังคมย่อมพัฒนาผ่านขั้นตอนไปขั้นๆหนึ่งย่อมมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในสังคม เหตุการณ์สำคัญเหล่านั้น ผู้รู้หัวหน้าเผ่า ผู้นำ ย่อมนำเหตุการณ์ เหล่านั้นผสมผสานกับจินตนาการและประสบการณ์เล่าให้ลูกหลาน ชาวบ้านฟัง และสืบต่อมาเรื่อย ๆ  แต่กระนั้นนักวิชาการบางกลุ่มไม่เชื่อว่านิทานที่เกิดจากเหตุการณ์ของสังคม หรือประสบการณ์ของผู้รู้หัวหน้าเผ่าจะตรงกันหรือมีเค้าโครงเรื่องเหมือนกัน เพราะว่าสังคมหนึ่ง ๆ ย่อมมีจารีต ความเชื่อ วัฒนธรรมต่างกัน มนุษย์ที่อยู่ในสังคมที่ต่างกัน ย่อมไม่มีประสบการณ์หรือจินตนาการที่ตรงกันได้ นักวิชาการกลุ่มหลังนี้เชื่อว่า นิทานพื้นบ้านย่อมมีแหล่งกำเนิด ได้แพร่กระจายไปโดยผ่านยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่ง ผ่านกลุ่มชนเผ่าหนึ่งไปสู่กลุ่มชนอีกเผ่าหนึ่ง ผ่านภาษาหนึ่งไปสู่ภาษาหนึ่งไม่จบสิ้น

สติป ทอมสัน กล่าวว่า ได้มีการศึกษาเรื่องเล่าพื้นบ้านในส่วนต่างๆของโลก ในวัฒนธรรมระดับต่างกันทุกหนทุกแห่งที่ทำได้ สิ่งที่น่าสนใจอย่างมากก็คือเนื้อหาสาระทั่วไปของนิทานนั้นมีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่สะดุดใจนักวิชาการเป็นอย่างมาก จากสมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน จากท้องถิ่นหนึ่งไปสู้อีกท้องถิ่นหนึ่ง และถึงแม้ว่าแบบแผนของนิทานจะแตกต่างกันอยู่บ้างก็ตาม นิทานก็มีแนวโน้มที่จะจัดตัวเองเข้าอยู่ในกลุ่ม โดยขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการเล่า ลีลาการเล่าหรือโอกาสในการเล่า นิทานผูกพันอยู่กับความคิดและความสนใจของนักวิชาการมาเป็นเวลากว่าทศวรรษแล้ว ซึ่งในช่วงเลานี้ได้มีการอภิปรายเกี่ยวกับเกี่ยวกับวิชาการด้านนิทานขึ้นมา นักวิชาการทั้งหลายก็มิได้สนใจปัญหาแบบเดียวกันหมด บางกลุ่มจะมีการพิจารณาร่วมกัน ในปัญหาเดียวกัน แต่บางกลุ่มมีความคิดแตกแยกเป็นอิสระออกไป ดังนั้น ธอมสันจึงเสนอปัญหาหรือแนวคิดในการศึกษานิทานพื้นบ้านขึ้นมาดังต่อไปนี้

การกำเนิดของนิทานพื้นบ้าน (Origin of folktales) คือการค้นหากำเนิดของนิทานแต่ละเรื่อง และธรรมเนียมประเพณีการเล่านิทาน

จุดประสงค์หรือเป้าหมายของนิทานพื้นบ้าน    (Meaning of  folktales) คือการพิจารณาว่านิทานมีความหมายและเป้าหมายอย่างที่ผู้เล่าต้องการหรือไม่ หรือมีความสำคัญอย่างอื่นอย่างใดแอบแฝงอยู่

การแพร่กระจายของนิทานพื้นบ้าน (Dissemination of folktales หรือ Dissemination of  literature) คือการพิจารณาหลักความจริงที่ว่า นิทานจำนวนมากจะแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง การศึกษาธรรมชาติขิงการแพร่กระจาย สาเหตุของการแพร่กระจาย และกระบวนการของการแพร่กระจายนั้น  ในที่นี้จะกล่าวถึงแต่ทฤษฏีการแพร่กระจายของนิทานพื้นบ้าน

นิทานจำนวนมากจะแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง จนไม่สามารถอธิบายการแพร่กระจายอย่างเป็นระบบได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องการศึกษาธรรมชาติของการแพร่กระจาย สาเหตุของการแพร่กระจาย และกระบวนการของการแพร่กระจายของนิทาน ซึ่งนักวิขาการอธิบายไว้ 2 ทฤษฎีด้วยกัน คือ ทฤษฎีเอกกำเนิด และทฤษฎีพหุกำเนิด

ทฤษฎีเอกกำเนิด (Monogenesis Theory)

ทฤษฎีเอกกำเนิด คือแนวคิดที่ว่านิทานมีจุดกำเนิดจากแหล่งเดียว ซึ่งหมายถึงว่านิทานจะเกิดขึ้นที่จุดใดจุดหนึ่งของโลก แล้วแพร่กระจายออกไปรอบทิศทาง หรือเน้นหนักไปทางทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม ชนกลุ่มที่เป็นเจ้าของนิทานได้เล่าสืบต่อกันมาผ่านคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ภายหลังได้แพร่กระจายไปยังกลุ่มชนอื่น ภาษาอื่น โดยการติดต่อกันทางการค้าขาย การเมือง การรับวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ผ่านยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่ง ผ่านภาษาหนึ่งไปสู่อีกภาษาหนึ่งไม่จบสิ้น นิทานพื้นบ้านจึงไปปรากฏอยู่ในกลุ่มชนต่างเมืองต่างภาษาที่มีภูมิลำเนาห่างไกล แม้ว่าเนื้อหาสาระจะมีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิมมากก็ตาม แต่โครงเรื่องยังพอให้เห็นว่ามีที่มาจากแหล่งเดียวกัน นักคติชนวิทยาในสมัยศตวรรษที่ 20 ได้นำแนวคิดแบบเอกกำเนิด นั้นมาผสมผสานกับทฤษฎีแพร่กระจาย (Diffusion Theory) แล้วอธิบายว่า

“มันคือการะบวนการที่มีลักษณะการวัฒนธรรม (culture trait) เคลื่อนย้ายจากปัจเจกบุคคลหนึ่ง ไปสู่ปัจเจกบุคคลอื่น ๆ หรือจากวัฒนธรรมหนึ่งไปสู่อีกวัฒนธรรมหนึ่ง”

ซึ่งถ้าเรายึดถือความคิดนี้เป็นหลักแล้วเรื่องเล่าร้อยแก้วแบบต่าง ๆ คือ นิทานปรัมปรา ตำนาน นิทาน ปริศนา คำทาย ภาษิต หรือเรื่องเล่ามุขปาฐะแบบใดก็ตามจะไม่ได้เกิดขึ้นด้วยตัวของมันเองในทุกแห่งที่มีการเล่าเรื่อง แต่จะเกิดขึ้นที่แห่งเดียว ณ ที่ใดก็ได้หรือเกิดขึ้นใน 2 – 3 แหล่งเท่านั้น แล้วแพร่กระจายไปตามส่วนต่าง ๆ ของโลก นักคติชนที่เชื่อในแนวคิดนี้มีความเห็นว่า ถ้านิทานที่เล่ากันอยู่ในชุมชนต่าง ๆ มีลักษณะซับซ้อน ไม่เป็นธรรมดาสามัญ และในพื้นที่ระหว่างที่ตั้งชุมชนเหล่านั้นมีการแพร่กระจายของนิทานอย่างต่อเนื่องกันแล้ว นิทานที่เล่ากันอยู่ในชุมชนนั้น ๆ น่าจะเป็นการแพร่กระจายมาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง มากกว่าจะเกิดขึ้นเองอย่างอิสระ ตัวอย่างเช่น ในชุมชน ก. และชุมชน ข. มีการเล่านิทานสู่กันฟังทั้งสองแห่ง นิทานที่เล่านั้นมีลักษณะที่ซับซ้อน และในระหว่างที่ตั้งของชุมชนของชุมชน ก. และชุมชน ข. นั้น มีการแพร่กระจายนิทานอย่างต่อเนื่องกัน นิทานนั้นจะไม่มีกำเนิด ณ ชุมชน ก. และ ข. ด้วย แต่จะมีกำเนิดที่อื่นแล้วแพร่กระจายมายังชุมชนทั้งสอง จุดอ่อนประการหนึ่งคือนักคติชนวิทยากลุ่มนี้อธิบายไม่ได้ว่า เหตุใดวัฒนธรรมหลาย ๆ วัฒนธรรม มีความคิดแตกต่างกันมากจึงยอมรับเรื่องราวแบบเดียวกันโดยไม่ปรากฏหลักฐานว่า กลุ่มวัฒนธรรมเหล่านั้นมีการติดต่อสัมพันธ์กัน แต่อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจและมีประโยชน์ เพราะเป็นวิถีทางหนึ่งของการอธิบายกำเนิดหรือที่มาของนิทานพื้นบ้าน


นักวิชาการกลุ่มทฤษฎีเอกกำเนิดได้ชี้ให้เห็นว่า อินเดียเป็นแหล่งกำเนิดของนิทานพื้นบ้านและถ่ายทอดไปยังยุโรป เพราะเป็นสังคมอินโดยูโรเปียนด้วยกัน มีความสัมพันธ์กันในสมัยโบราณ ทั้งทางด้านติดต่อค้าขาย (การชื้อทองคำของชาวอินเดียในกรีกและโรมัน เป็นต้น) และประวัติศาสตร์ (พระเจ้าเล็กซานเดอร์มหาราช เคยยกทัพมาตีตอนเหนือของอินเดีย เป็นต้น) เรียกว่า ทฤษฎีอินโด – ยูโรเปียน (The Indo – European Theory) ซึ่งระบุว่าความคล้ายคลึงกันในนิทานที่เล่ากันอยู่ในประเทศต่าง ๆ นั้นขึ้นอยู่กับสมมติฐานว่า นิทานแพร่หลายมาจากแหล่งเดียวกัน เช่นนิยายในยุโรปมีกำเนิดขึ้นในอินเดียและอพยพเคลื่อนย้ายไปทางตะวันตก และเมื่อผู้คนจากสถานที่หนึ่งได้โยกย้ายไปยังอีกสถานที่หนึ่ง เขาจะนำเอานิทานกับคติชนแบบอื่น ๆ ของเขาไปด้วย

จาคอป กริมม์ และวิลเฮล์ม กริมม์ กล่าวว่านิทานมีกำเนิดมาจากลุ่มชนที่มีรากฐานของภาษาอินโด – ยูโรเปียนร่วมกัน เขาใช้วิธีการของนิรุกติศาสตร์เปรียบเทียบมาอธิบายถึงรากฐานร่วมกับภาษาอินเดียกับภาษาที่ใช้ในยุโรป และสรุปว่านิทานอินเดียกับนิทานยุโรปมีแหล่งกำเนิดร่วมกัน

กล่าวคือ นิทานที่มีเหตุการณ์มีรายละเอียดร่วมกันเป็นนิทานที่พูดภาษาอินโด – ยูโรเปียนสมัยเริ่มแรกนั้น เป็นผลของความสนใจอันกว้างขวางในสาขาวิชานิรุกติศาสตร์เรียบเทียบในสมัยต้นศตวรรษที่ 19 เพราะนักวิชาการได้ตระหนักในความสำคัญของภาษาสันสกฤติ โดยที่พวกนักวิชาการยุโรปได้ให้ความสนใจในปัญหาของการฟื้นฟูภาษาแม่ที่เป็นต้นเค้าของภาษาจากอินเดียไปยังไอร์แลนด์ แม้ว่าในตอนกลางศตวรรษที่ 19 นั้นพวกเขายังไม่ได้วิเคราะห์รายละเอียดจำนวนมากนี้ให้ลุล่วงไปอย่างแท้จริง แต่หลักเกณฑ์ทั่ว ๆ ไปก็ค่อนข้างจะเด่นชัด โดยทั่วไปแล้วจะเป็นที่ยอมรับกันว่า ถ้าหากมีภาษาแม่อยู่แล้ว ก็จะต้องมีกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกันกลับกลุ่มคนหนึ่งใช้ภาษานี้ และนั่นก็คือพวกอินโด-ยูโรเปียนในสมัยแรก ๆ แต่ปัญหาที่พวกนักวิชาการยังไม่อาจตอบหรือระบุได้แน่ชัดคือ คนพวกนี้อาศัยอยู่ที่ใดก่อนจะอพยพแยกย้ายกันไปทางอินเดียหรือทางยุโรป

นักวิชาการบางส่วนลงความเห็นว่า บ้านเกิดของคนพวกนี้น่าจะคงอยู่ที่ใดที่หนึ่งในแถบเอเชียตะวันตก ในบริเวณที่ราบสูง และบรรพบุรุษของพวกเขาน่าจะเป็นคนเลี้ยงปศุสัตว์ การศึกษาของกริมส์คือ การใช้วิชานิรุกติศาสตร์เปรียบเทียบเข้าไปประยุกต์ใช้กับข้อมูลทางคติชน คือการค้นหาความสัมพันธ์ของคำ ซึ่งพวกนักวิชาการกลุ่มนี้เชื่อว่าจะเป็นกุญแจไขความลับของอดีต คือการพิจารณาคัมภีร์ฤคเวทนั้น พวกเขาสามารถมองย้อนกลับไปสู่อดีตได้ถึง 3,500 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานพอที่จะสะท้อนให้เห็นชีวิตของพวกอินโด – ยูโรเปียนได้ พวกเขาไม่ได้พิจารณาว่า ฤคเวท คือผลของภาษาสันสกฤตของพระผู้ทรงความรู้ และพอใจที่จะใช้การอุปมาอุปไมยในการสร้างคัมภีร์นี้ขึ้นมาให้เป็นเล่มเป็นรูปเป็นร่าง  แต่จะเข้าไปสู่ทฤษฎีที่ว่าพวกอินโดยูโรเปียนสมัยโบราณ ได้ใช้การแสดงออกเหล่านี้ในลักษณะที่มีความหมายแฝงเร้นอยู่ ในชีวิตประจำวันของพวกเขา นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในสาขานิรุกติศาสตร์จึงถือว่าเป็นธุระของเขาในการที่จะฟื้นความหมายต่าง ๆ ในคัมภีร์ฤคเวทขึ้นมา และนี่คือเป้าหมายของนักศึกษานิทานปรัมปราเปรียบเทียบ ซึ่งในครึ่งแรกของของศตวรรษที่ 19 นั้น พวกเขาได้ใช้สมมติฐานที่สำคัญ 2-3 ประการ มาพัฒนาระบบการศึกษาที่ซับซ้อนมากขึ้น เรามองเห็นวิธีกาสรค้นคว้าวิเคราะห์วิจารณ์ในผลของนักคิดกลุ่มนี้ คือ แมกซ์ มึลเลอร์, แอนเจโล เด กูแบร์นาติส, จอห์น ฟิสค์ และ เซอร์จอห์น คอกซ์

นอกจากนี้พวกนักภารตวิทยา (Indianist หรือ Indologist) คือพวกที่เชื่อว่าอินเดียเป็นแหล่งกำเนิดที่แท้จริงของศิลปะการเล่าเรื่องในโลกตะวันตก ข้อเสนอนี้อยู่บนพื้นฐานของความคิดที่ว่า มีผู้พบว่ามีเรื่องเล่าต่าง ๆ ในยุโรปตะวันตกมีสำนวนที่เก่าแก่บันทึกอยู่ในจารึกของอินเดียโบราณ และมีแนวโน้มที่จะคิดว่า การสืบทอดวัฒนธรรมจากอินเดียไปสู่ยุโรปในระยะทางอันยืดยาวนั้น เป็นการสืบทอดด้วยการเขียนมากกว่าการเล่าต่อ ๆ กันไป มีข้อสรุปว่า ในเมื่อการสืบทอดนี้เป็นไปด้วยการเขียนได้ การสืบทอดด้วยการเล่าก็เป็นไปได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นเรื่องที่เล่ากันอยู่ในพื้นที่ใด ๆ ก็ตามจะสืบย้อนกลับไปยังอินเดียได้ทั้งสิ้น

ธีโอดอร์ เบนฟีย์ ผู้นำของกลุ่มการค้นคว้าของประวัติและการเปรียบเทียบนิทานคนหนึ่งวิเคราะห์นิทานเรื่องปัญจะตันตระ ในขณะที่ แมกซ์ มีลเลอร์ ศึกษาคัมภีร์ฤคเวท เบนฟรีย์นำเอานิทานมุขปาฐะมาสัมพันธ์กับบ่อเกิดของวรรณกรรม การที่เบนฟีย์คิดว่าการสืบทอดน่าจะเป็นไปด้วยการเขียนมากกว่าการเล่าด้วยปากเปล่านั้น ก็เพราะชาวยุโรปกับชาวอินเดียมีรากฐานของภาษาร่วมกัน คือภาษาอินโด – ยูโรเปียนนั่นเอง ใน ค.ศ. 1838 โอกุสต์ หลุย์ เลอร์ เดลองซองส์ ได้เคยเสนอว่า จุดกำเนิดของนิทานในยุโรปนั้นน่าจะอยู่ในอินเดีย ส่วนเบนฟรีย์เป็นผู้นำข้อเสนอแนะนี้มาพิจารณาทำให้เป็นเหตุผลขึ้น ในระยะแรกเบนฟรีย์ไม่ได้รวบรวมความคิดของเขาให้เป็นเรื่องราว แต่เป็นความคิดที่แทรกอยู่ในงานเขียนต่าง ๆ  ของเขา  ใน ค.ศ. 1859 เขาเสนอหลักเกณฑ์นี้ไว้ในบทนำในการตีพิมพ์นิทานปัญจะตันตระ ซึ่งมีอิทธิพลต่อนักวิชาการรุ่นต่อมาอย่างน้อยสองชั่วคน

โดยทั่วไปแล้วนักวิชาการเชื่อว่า นิทานอุทาหรณ์ หรือนิทานคติที่เกี่ยวกับสัตว์ส่วนใหญ่จะมีต้นกำเนิดอยู่ในโลกตะวันตก และมีการเปลี่ยนแปลงอาจจะมากหรือน้อยไปเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า นิทานอีสป แต่นิทานบางเรื่องก็มีร่องรอยและหลักฐานว่าน่าจะมีต้นกำเนิดในอินเดียมากกว่า เพราะว่านิทานของอินเดียจำนวนมากก็จะแพร่ในลักษณะการถูกหยิบยืม และพวกฮินดูนั้นก็จะมีลักษณะการสร้างสรรค์ ประกอบแต่งนิทานในลีลาที่คล้ายกับนิทานอีสปของกรีก  ทั้งๆ ที่ในช่วงเวลานั้นของพวกเขายังไม่ได้รับอิทธิพลจากพวกรีก ความนึกคิดของพวกฮินดูแตกต่างกับความนึกคิดในนิทานอีสปตรงที่ว่านักแต่งนิทานอีสปกำหนดให้สัตว์ของเขามีพฤติกรรมต่าง ๆ โดยไม่คำนึงถึงธรรมชาติพิเศษของสัตว์ แต่เปรียบเทียบเหมือนกับว่า สัตว์นั้นเป็นเพียงมนุษย์ที่สวมหน้ากากของสัตว์เข้าไปเท่านั้น หรือเท่ากับเป็นมนุษย์ที่อยู่ในรูปของสัตว์ และลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งในนิทานของฮินดูก็คือ ธรรมชาติของการสั่งสอน ตลอดจนการเผยแพร่ความเชื่อของพวกฮินดู ในเรื่องวิญญาณย้ายเข้าไปอยู่ในร่างใหม่

นอกจากนิทานคติแล้ว นิทานพื้นบ้านประเภทเทพนิยายก็มีกำเนิดมาจากอินเดียด้วย นักคิดกลุ่มนี้เชื่อว่า นิทานคติจำนวนน้อย กับเทพนิยาย และนิทานพื้นบ้านอื่น ๆ จำนวนมากได้แพร่กระจายจากอินเดียไปทั่วโลก ดังนั้นข้อสรุปของเบนฟรีย์ก็คือ นิทานต่าง ๆ นอกจากนิทานอีสปมีกำเนิดขึ้นที่อินเดียแล้วแพร่กระจ่ายไป 3 ทางด้วยกันคือ

–               นิทานจำนวนหนึ่งได้แพร่ไปด้วยการเล่าแบบมุขปาฐะในช่วงเวลาก่อนศตวรรษที่ 10

–               หลังจากศตวรรษที่ 10 นิทานได้เผยแพร่ไปด้วยการเขียน เป็นประเพณีปรัมปราลายลักษณ์ไปตามเส้นทางที่ได้รับอิทธิพลของศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่อยู่ในไบเซนไทน อิตาลี และสเปน

–               ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับพุทธศาสนา จะเดินไปทางจีนและทิเบต หรือสู่ชาวมองโกลโดยตรง และเดินทางจากพวกมองโกลไปสู่ยุโรป

เบนฟรีย์มิได้เสนอข้อคิดขึ้นมาลอย ๆ แต่เขาได้เปรียบเทียบนิทานแต่ละเรื่องในปัญจะตันตระโดยนำเอาสำนวนต่าง ๆ มาพิจารณา มีนักวิชาการจำนวนไม่น้อยสนใจและเชื่อความเห็นของเขา และนักวิชาการอย่างน้อยหนึ่งชาวคนนำตัวเข้าไปผูกพันอยู่กับการค้นคว้านิทานกับแนวทางที่เบนฟรีย์วางไว้  และระยะเวลานั้นเป็นระยะเวลาของการศึกษาเปรียบเทียบนิทานจากคลังนิทานต่าง ๆ อย่างเข้มงวดจริงจัง โดยมีสมมติฐานการศึกษาว่าอินเดียคือแหล่งที่นิทานยุโรปมีกำเนิดขึ้นและแพร่ออกมาอย่างมากมาย

ทฤษฎีดังกล่าวนำมาอธิบายการแพร่กระจายของนิทานพื้นบ้านไทยได้ว่า นิทานพื้นบ้านไทยบางส่วนสืบทอดมาจากนิทานพื้นบ้านอินเดีย ที่มาพร้อมกับการเผยแพร่พระพุทธศาสนา หรือชาวไทยได้ปรับเปลี่ยนถ่ายโอนนิทานชาดก ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นนิทานพื้นบ้านของอินเดีย มาเป็นนิทานพื้นบ้านไทยจำนวนหนึ่ง ส่วนนิทานเรื่อง รามเกียรติ์ ศกุนตรา ฯลฯ เป็นนิทานที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาฮินดู แต่กระนั้นก็ตามนิทานพื้นบ้านไทยจำนวนมากมีต้นตอกำเนิดในดินแดนประเทศไทย โดยจะนิยมเล่าสืบกันในภูมิภาคหนึ่งและภายหลังได้แพร่กระจายไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ฉะนั้นจึงพบว่านิทานพื้นบ้านไทย (ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคอีสาน) จะมีโครงเรื่องตรงกัน หรือคล้ายคลึงกัน หรือมีลักษณะร่วมกัน เช่นศรีธนญชัย เซียงเมี่ยง หรือนิทานอธิบายเหตุอื่นๆ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามทฤษฏีการแพร่กระจายเอกกำเนิดที่กล่าวว่านิทานในยุโรปมีแหล่งกำเนิดมาจากอินเดียของเบนฟีย์นั้นมีผู้คัดค้นหลายคนเช่น เอมมานูเอล คอสเกง ค้านว่า เขาเชื่อว่าเบนฟีย์พลาดตอนที่กล่าวว่า พวกมองโกลมีบทบาทสำคัญในการทำให้นิทานแพร่กระจายไปทั่วยุโรป และตามความเป็นจริงแล้ว ยังมีคลังนิทานของอียิปต์ซึ่งมีการก่อนที่จะมีการยืมนิทานจากอินเดียเสียอีก และข้อหนึ่งคือ อินเดียไม่น่าจะเป็นแหล่งกำเนิดของนิทานทั้งหมด แต่กระนั้นก็เป็นแหล่งเก็บนิทานที่มีกำเนิดต่าง ๆ กันและเข้าไปรวมอยู่ด้วยกัน และนิทานแพร่กระจายจากแหล่งนั้นไปทั่วโลก ส่วน โจเซฟ เบดิแยร์ นักนิรุกติศาสตร์ชาวฝรั่งเศสมีความเห็นว่า ทฤษฎีของเบนฟีย์ไม่อาจพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัด และแบบเรื่องของนิทานแบบเดียวกันอาจจะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นอิสระ

            ทฤษฏีพหุกำเนิด (Polygenesis)

ผู้เสนอทฤษฏีนี้เชื่อว่านิทานเกิดขึ้นจากหลายแหล่ง มิใช่แหล่งใดแหล่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว ส่วนการที่นิทานจากหลายแหล่งมีเรื่องราวตรงกันนั้น เป็นเพราะมนุษย์ทุกสังคมต่างก็ผ่านขั้นตอนของวัฒนธรรมมาเหมือนๆกัน ผ่านชีวิตแบบสังคมดั้งเดิมมาก่อน มีความเชื่อและขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมแบบเดียวกัน นิทานเป็นสิ่งตกค้างมาจากสังคมในยุคดั้งเดิม ดังนั้นนิทานจากหลายๆแห่งจึงมีลักษณะเนื้อหาคล้ายคลึงกัน เช่น ตำนานน้ำท่วมโลก มีปรากฏในนิทานของหลายชาติ ทั้งที่หลายชาติไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันเลย

เหตุผลอีกประการหนึ่งคือ การนำแนวคิดทางจิตวิทยามาศึกษา มีนักจิตวิทยาบางคนเชื่อว่า มนุษย์มีความคิดร่วมกัน (Psychic unity of mankind) กล่าวคือมนุษย์มีพื้นฐานจิตใจเหมือนกัน มนุษย์ในสถานที่ต่างๆย่อมมีสภาพจิตใจอย่างเดียวกัน ดังนั้นนิทานที่เป็นผลผลิตจากจิตใจมนุษย์ซึ่งอยู่ต่างสถานที่กันจึงปรากฏออกมาเป็นแบบเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน เช่น นิทานที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ ซึ่งมีอยู่ในทุกสังคม เป็นต้น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s