จุดกำเนิดและวิวัฒนาการของนิทาน

จุดกำเนิดและวิวัฒนาการของนิทาน

            การ ถ่ายทอดเรื่องราวให้แก่กันในหมู่มนุษย์นั้น อาจกล่าวได้ว่าเริ่มขึ้นพร้อมกับการกำเนิดภาษาพูด นับเป็นจิตวิทยาความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ที่ต้องการสื่อสารกับบุคคลรอบข้าง เล่าประสบการณ์ ความเชื่อ ความหวาดกลัว เพื่อแลกเปลี่ยนหรือสืบสานต่อรุ่นสู่รุ่นไปเรื่อยๆ แรกเริ่มทีเดียวนั้น มนุษย์เราเริ่มการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆผ่านการสวดมนต์ มนุษย์มักร้องเพลงหรือบทสวดมนต์ขณะกำลังทำงานไปด้วย เพื่อสร้างกำลังใจและความครื้นเครงในกลุ่ม และต่อมาก็พัฒนาขึ้นเป็นการเล่าเรื่องในเชิงสังคม เช่น เพื่อถ่ายทอดความเชื่อหรือศรัทธา การถ่ายทอดค่านิยมทางวัฒนธรรม ด้านการศึกษา การสืบทอดตำนาน เรื่องเล่าปรัมปราต่างๆ หรือด้านเพื่อความบันเทิงดังจะเห็นได้จากนิทาน เป็นต้น

ความทรงจำพื้น บ้าน (Folk memory) เป็นคำที่ใช้บรรยายเรื่องราว, ตำนานพื้นบ้าน หรือ ประมวลเรื่องปรัมปราเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เล่าขานกันต่อๆ มาจนชั่วลูกชั่วหลาน เหตุการณ์ที่บรรยายอาจจะเป็นความทรงจำของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นหลายสิบ, หลายร้อย หรือ หลายพันปีมาแล้ว ที่มักจะเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญต่อท้องถิ่น เรื่องราวที่เล่าอาจจะเป็นการอธิบายถึงรูปลักษณ์ของสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น, เป็นการให้เหตุผลเกี่ยวกับประเพณีนิยมทางวัฒนธรรม หรือ เป็นการอธิบายที่มาของที่มาของชื่อสถานที่ในท้องถิ่น เช่น ตำนาน น้ำท่วมโลกครั้งใหญ่ ที่ทำให้เกิดโดยพระเจ้าหรือเทพเจ้า เพื่อทำลายอารยธรรม โดยเป็นการตอบสนองผลกรรม เป็นประเด็นที่แพร่หลายในตำนานกรีกและตำนานในวัฒนธรรมอื่น ๆ เรื่องราวของโนอาห์และเรือของโนอาห์ในเจเนซิส, มัสยาวตาร ในคัมภีร์ปุราณะ ของฮินดู, ดูเคเลียน ในตำนานเทพเจ้ากรีก และ อุตนาปิชติม ในมหากาพย์กิลกาเมช เป็นต้น

เมื่ออารยะธรรมของมนุษย์พัฒนาสูงขึ้นจึง ผลผลิตที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านที่สร้างสรรค์ขึ้นในรูปแบบต่างๆโดยใช้ภาษา เป็นสื่อทั้งในรูปแบบของมุขปาฐะและที่เป็นลายลักษณ์อักษร  เช่น เพลง นิทาน  สุภาษิต เพื่อสร้างความบันเทิงในท้องถิ่น เสนอแง่คิด คติสอนใจในการดำเนินชีวิต  การศึกษาวรรณกรรมพื้นบ้านจะช่วยให้เข้าใจวิถีชีวิต ค่านิยม ความเชื่อของบรรพบุรุษ วีรบุรุษหรือวีรสตรีที่เคารพนับถือประจำท้องถิ่น ซึ่งเป็นรากฐานความคิดและพฤติกรรมของคนในยุคต่อมา

เริ่มต้นจากการที่ มนุษย์เริ่มการถือกำหนดคุณลักษณะความเป็นมนุษย์ให้แก่สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ สิ่งของ สิ่งนามธรรม ที่มีอยู่จริงหรือมีอยู่เพียงแต่ในจินตนาการก็ตาม คุณลักษณะดังกล่าวอาจหมายถึงความมีสติสำนึกรู้ ความรู้สึก อารมณ์ การมีเจตจำนง รวมไปถึงคุณธรรมของมนุษย์ (Anthropomorphism) จากการศึกษาทางโบราณคดี พบหลักฐาน Anthropomorphism ย้อนหลังไปไกลที่สุดคือเมื่อ 30,000 ปีที่แล้ว คือภาพวาดครึ่งคนครึ่งสัตว์บนผนังถ้ำ เช่นเดียวกันกับตำนาน ความเชื่อทางศาสนาต่างๆที่กล่าวถึงจิตวิญญาณของธรรมชาติ แม่น้ำ สายลม พระแม่ปฐพีที่ให้กำเนิดโลก พระเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่ง และเทพเจ้าที่มีรูปลักษณ์และคุณธรรมอย่างมนุษย์

ศัพท์คำว่า Anthropomorphism ถูกนำมาใช้ครั้งแรกโดยนักปราชญ์ชาวกรีกนามว่า Xenophanes เมื่อ 2,600 ปีก่อน เมื่อเขาสังเกตว่าผู้คนจะนับถือบูชาเทพเจ้าที่มีรูปลักษณ์เหมือนกับพวกเขา เช่น เทพเจ้าของชาวกรีกมักจะมีผิวกายขาว ในขณะที่เทพเจ้าของชาวเอธิโอเปียมักจะมีผิวกายดำ Xenophanes ยังเสนออีกว่าหากม้าและลามีความเชื่อทางศาสนา พระเจ้าของพวกมันก็คงจะมีสี่ขา เหล่านี้ถือเป็นต้นกำเนิดรูปแบบการเล่านิทานโดยใช้สัตว์เป็นตัวละครในการ ดำเนินเรื่องราว และเน้นไปที่ความเชื่อทางศาสนา พระเป็นเจ้า ธรรมชาติและเหนือธรรมชาติ

เทพปกรณัมกรีก เป็นเรื่องปรัมปราและตำนานที่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้า, วีรบุรุษ, ธรรมชาติของโลก และจุดกำเนิดและความสำคัญของวิถีปฏิบัติและพิธีในทางศาสนาของพวกเขา เทพปกรณัมกรีกเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาในกรีซโบราณ เกิดขึ้นเมื่อราว 900-800 ปีก่อนคริสตกาล  มีข้อสันนิษฐานของที่มาของการเกิดเทวเทพปกรณัมกรีก อาจเป็นเพราะชาวกรีกโบราณพยายามหาคำตอบให้กับตัวเองว่าทำไมฟ้าร้อง ฟ้าผ่า หรือเหตุใดจึงมีเสียงสะท้อนจากถ้ำเมื่อเราส่งเสียง หรือ ฯลฯ นั่นเพราะความกลัวปรากฏการณ์ธรรมชาติจึงพยายามหาเหตุผลและชาวกรีกชอบฟัง นิทานเรื่องเล่าปรัมปรา, ชอบแต่งโคลงกลอน จึงรักการขับลำนำและดีดพิณคลอไปด้วยจึงทำให้การขับลำนำเป็นที่นิยม เล่ากันว่าโฮเมอร์ (Homer) ก็เป็นนักขับลำนำชั้นยอดคนหนึ่งของกรีก ใคร ๆ ก็รักน้ำเสียงการเล่านิทานของเขา แรกเริ่มเทวตำนานเป็นบทกลอนที่ท่องจำกันมาเป็นรุ่น ๆ ต่อมามีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เราจึงไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้แต่งเทพปกรณัม

เทพปกรณัมนอร์ส เป็นตำนานตามความเชื่อของชาวนอร์ส หรือสแกนดิเนเวีย มีตำนานการเกิดโลกเช่นเดียวกับชนเผ่าอื่นๆ ซึ่งสานต่อตำนานผ่านปากต่อปากกันยุคกลางตอนต้น ซึ่งจนมาถึงในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 13 สนอร์รี สเทอร์ลิวซัน นักประวัติศาสตร์และนักเทววิทยาชาวไอซ์แลนด์ ได้รวบรวมเรื่องราวของเทพเจ้าต่างๆของชนพื้นเมืองมาจากกวีหลายคนทั้งในบทกวี เอ็ดดาและมหากาพย์เอ็ดดา

นิทานโบราณยุคนี้เน้นการเล่าเรื่องซึ่งแฝง ด้วยคติธรรมสอนใจ จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นต้นแบบของการเล่านิทานในยุคต่อๆมา ซึ่งนักเล่านิทานฝั่งโลกตะวันตกที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนั้น คือ ทาสชาวกรีก มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลา 560-620 ปีก่อนคริสต์ศักราช นามว่า อีสป นิทานของเขาได้รับความนิยมอย่างมากจากคนฟัง ชีวิต ของเขาจึงทำงานด้วยการเล่านิทานเป็น กิจวัตร จนทำให้ทุกคนในท้องถิ่นที่เขาอยู่รู้จักเขาเป็นอย่างดี และทุกคนต่างก็อยากฟังนิทานของ เขาไม่ว่าจะเป็นทั้งเด็กหรือผู้ใหญ่  การเล่าเรื่องของอีสป จึงไม่มีใครคิดว่า เขากำลังสั่ง สอนให้คนอยู่ในศีลในธรรม แต่ทุกคน ฟังเรื่องราวของเขาเพราะความสนุกสนาน เรื่องราวของเขาจึงถูกเรียกขานกันในนามว่า “นิทาน”

ทางฝั่งเอเชียก็มี ชาดก เป็น เรื่องเล่าคล้ายนิทาน บางครั้งจึงเรียกว่า นิทานชาดก แต่มีความหมายแตกต่างจากนิทานที่เล่ากันทั่วไป คือ ชาดกเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง แต่นิทานเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นชาดกที่ทรงเล่านั้นมีนับพันเรื่อง หมายถึง พระองค์ได้เสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์นับพันชาติ โดยทรงเกิดเป็นมนุษย์บ้าง เป็นสัตว์บ้าง แต่ที่รู้จักกันโดยทั่วไป คือ 10 ชาติสุดท้ายที่เรียกว่า ทศชาติชาดก และชาติสุดท้ายที่สุดที่ทรงเกิดเป็นพระเวสสันดร จึงเรียกเรื่องพระเวสสันดรนี้ว่า เวสสันดรชาดก อีกเรื่องหนึ่งคือ ปัญจตันตระ เป็นนิทานโบราณของอินเดีย คาดว่ามีต้นกำเนิดที่แคชเมียร์เมื่อ พ.ศ. 343 เขียนด้วยภาษาสันสกฤต ได้รับอิทธิพลจากนิทานชาดกของพุทธศาสนา นิทานปัญจตันตระเป็นนิทานซ้อนนิทานซึ่งเป็นลักษณะที่พบบ่อยในวรรณคดีภาษา สันสกฤต ลักษณะเดียวกับนิทานเวตาลและกถาสริตสาคร  แถบตะวันออกกลางก็มีเรื่อง อาหรับราตรี ะนิทานอาหรับ ที่รวบรวมเรื่องเล่าจากผู้แต่งคนต่าง ๆ มาเป็นเวลานับพันปีในยุคอาหรับโบราณและเปอร์เซียโบราณ นักวิชาการบางคนให้ความเห็นว่านิทานเอเชียโบราณนี้อาจได้รับอิทธิพลจากกรีก หรือแถบเอเชียไมเนอร์

ในคริสต์ศตวรรษที่ 17  จอห์น อามอส โคมินิอุส (Johann Amoss Cominius) เป็นพระในนิกายโปรแตสเตนท์ ดำรงตำแหน่งเป็นสังฆราชแห่งโมราเวียในเยอรมัน ท่านได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับวิธีสอนแบบใหม่โดยเขียนหนังสือชื่อ “The Great Didactic” (วิธีการสอนอันยิ่งใหญ่)  เป็นหนังสือที่แสดงการสอนทุกขั้นตอน  โดยยึดหลักสำคัญหลายประการ เช่น วิธีเลียนแบบธรรมชาติ การเรียนการสอนต้องออกแบบให้เหมาะกับวัย ความสนใจและความสามารถของผู้เรียน สอนสิ่งที่มีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน สอนจากสิ่งที่ง่ายไปยาก แบบเรียนควรมีภาพประกอบ มีการยกตัวอย่างประกอบ ห้องเรียนควรมีบรรยากาศที่ดี เป็นต้น นอกจากนี้ท่านยังได้แต่งหนังสือซึ่งถือว่าเป็นสื่อการสอนที่มีชื่อเสียงมาก คือ Orbis Pictus  (โลกในรูปภาพ) เป็นหนังสือที่มีภาพประกอบอย่างสมบูรณ์ถึง 150 ภาพ ทั้งนี้ ท่านยังเน้น การสอนภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ  จึงทำให้โคมินิอุสเป็นที่ยอมรับและได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งเทคโนโลยีการศึกษา”

ยุคกลางในทวีปยุโรปนั้นถือกันว่าเป็นยุค มืด(Dark Age) ด้วยศาสนจักรมีบทบาทครอบงำความคิดความเชื่อของประชาชน จึงก่อให้วัฒนธรรมที่เชื่อกันว่าปีศาจกับเหล่าแม่มดมีตัวตนจริง ซึ่งส่งผลให้เนื้อหาในนิทานจะเอ่ยถึงเรื่องราวเหมือนกับว่าเป็นประวัติ ศาสตร์จริงๆ ที่เคยเกิดขึ้นนานมาแล้ว บางครั้ง เทพนิยาย ก็หมายรวมถึง ตำนาน ด้วย อย่างไรก็ดี ส่วนที่ไม่เหมือน ตำนาน หรือ มหากาพย์ ก็คือ เทพนิยายจะไม่อ้างอิงถึงสิ่งที่มีจริงในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นศาสนา สถานที่ บุคคล หรือเหตุการณ์ใดๆ เหตุการณ์ในเทพนิยายเกิดขึ้นเมื่อ “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว” ที่ไม่สามารถระบุเวลาอย่างแน่ชัดได้

เป็นการ ยากที่จะสืบหาประวัติความเป็นมาของเทพนิยาย เพราะสิ่งที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบันมีแต่เพียงงานเขียนที่เป็นเอกสารเท่านั้น แต่นักเล่านิทานได้สืบทอดเรื่องราวกันมานานหลายศตวรรษแล้ว ซึ่งเทพนิยายอาจเกิดขึ้นมานานพอๆ กัน แม้ในช่วงนั้นยังไม่สามารถแยกประเภทได้ชัดเจน คำว่า “เทพนิยาย” บัญญัติขึ้นใช้สำหรับวรรณกรรมประเภทนี้เป็นครั้งแรกโดยมาดามดัลนอย (Madame d’Aulnoy) ปัจจุบันยังคงมีการประพันธ์เทพนิยายและเรื่องราวที่สืบเนื่องจากเทพนิยาย อยู่เสมอ

ล่วงเข้าสู่ยุคศิลปะบาโรก ประมาณต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นยุคที่นิทานในยุโรปกลับมาได้รับความนิยมสูงขึ้นอีกครั้งจากการนำ นิทานอีสปมาปรับปรุงใหม่โดยฌ็อง-เดอ ลา ฟอนเต นักเล่านิทานชาวฝรั่งเศส โดยปรับแต่งให้มีการเหน็บแนม เสียดสีสังคม ศาสนจักร เป็นต้น การแต่งนิทาน วรรณกรรมเพื่อสังคมของฌ็อง-เดอ ลา ฟอนเต นี้เองเป็นตัวอย่างให้นักเขียนอีกหลายคนในยุโรปยึดถือเป็นแบบอย่าง และในยุคนี้เองวรรณกรรมเด็กก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้นเช่นกัน ด้วยชาร์ล แปโร นักเขียนชาวฝรั่งเศสผู้วางรากฐานวรรณกรรมในยุคใหม่และวรรณกรรมประเภท เทพนิยาย มีชื่อเสียงมากจากผลงานเรื่อง Le Petit Chaperon rouge (หนูน้อยหมวกแดง) La Belle au bois dormant (เจ้าหญิงนิทรา) Le Maître chat ou le Chat botté (แมวน้อยในรองเท้าบูต) Cendrillon ou la petite pantoufle de verre (ซินเดอเรลล่า) เป็นต้น

ในปี 1740 เข้าสู่ยุคเรืองปัญญา จอห์น นิวเบอรี่ ชาวอังกฤษ เป็นคนแรกที่เริ่มอุตสาหกรรมการพิมพ์วรรณกรรมเด็กเป็นเล่มออกจำหน่าย แม้กระนั้นวัฒนธรรมการเล่าเรื่องแบบปากต่อปาก รุ่นสู่รุ่นก็ยังคงอยู่ ปี 1789 วิลเลี่ยม เบลค กวีชาวอังกฤษได้เขียนหนังสือชื่อ Songs of Innocence เพื่อเป็นหนังสือนอกโรงเรียนสำหรับเด็ก เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจโลกด้วยตัวเอง นี่เองเป็นต้นแบบสำคัญให้นักเขียนรุ่นต่อมาใช้เป็นหลักปรัชญาการศึกษาของ เด็ก เช่น ฌ็อง-ฌัก รูโซ เป็นนักปรัชญา นักเขียน นักทฤษฎีการเมือง และนักประพันธ์เพลงที่ฝึกหัดด้วยตนเอง เป็นต้น

เข้าสู่ยุคศิลปะจินต นิยม นับเป็นยุคที่นิทานและวรรณกรรมเด็กรุ่งเรืองถึงขีดสุดก็ว่าได้ เจค็อบ ลุดวิจ กริมม์ และ วิลเฮล์ม คาร์ล กริมม์ สองพี่น้องนัก วิชาการชาวเยอรมันซึ่งเป็นที่รู้จักโด่งดังจากผลงานการรวบรวมนิทานพื้นบ้าน และเทพนิยาย ทำให้เทพนิยายมากมายแพร่หลายไปทั่วโลก เช่น รัมเพลสทิลสกิน สโนไวท์ ราพันเซล ซินเดอเรลล่า และ แฮนเซลกับเกรเธล ปี ค.ศ. 1812 พี่น้องกริมม์ได้ตีพิมพ์ผลงานรวบรวมเทพนิยายของพวกเขาเป็นครั้งแรก ชื่อว่า Tales of Children and the Home ซึ่งพวกเขารวบรวมเรื่องราวมาจากชาวบ้านชนบท เรื่องบางส่วนก็ขัดแย้งกับที่มาของเรื่องอื่นๆ ที่ตีพิมพ์ในวัฒนธรรมอื่นและภาษาอื่น พี่น้องกริมม์แบ่งงานกันทำ เจค็อบเน้นที่งานวิจัย ส่วนวิลเฮล์มทำหน้าที่ปะติดปะต่อเรื่องราว นำมาประพันธ์ใหม่ในรูปแบบวรรณกรรมและเขียนบรรยายในลักษณะของนิทานเด็ก พี่น้องทั้งสองยังให้ความสนใจกับนิทานพื้นบ้านและประวัติศาสตร์กำเนิดของ วรรณกรรม

ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน นักเขียนชาวเดนมาร์ก เขานำนิทานพื้นบ้านมาเล่าใหม่ เขาก็เริ่มแต่งนิทานเอง แล้วก็เติมความเศร้าหรือน่ากลัวเข้าไป เสริมด้วยจินตนาการเพ้อฝันและลีลาภาษาพูดเรียบง่าย เพื่อย้อมความหวานซึ้งให้กับคติของเรื่อง ‘ต้นสน’ เป็นเรื่องหนึ่งอันเป็นที่ชื่นชอบกันมากที่สุด เช่นเดียวกับ ‘เด็กหญิงไม้ขีดไฟ’ ‘เงือกน้อย’ ‘ราชินีหิมะ’ ‘ไนติงเกล’ ‘กล่องชุดจุดไฟ’ ‘ลูกเป็ดขี้เหร่’ และ ‘ชุดใหม่ของจักรพรรดิ’

ชาร์ล ลุดวิทซ์ ดอดจ์สัน นักเขียนชาวอังกฤษ ผลงานเด่นที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาคือ อลิซผจญภัยในดินแดนมหัศจรรย์ และภาคต่อที่ชื่อ Through the Looking-Glass จุดเด่นในวรรณกรรมของ ชาร์ล ลุควิก ด๊อดสัน คือการเล่นคำ ตรรกะและแฟนตาซี ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ และยิ่งกว่านั้นงานเขียนของเขาได้ฝังลึกเข้าไปในวัฒนธรรมสมัยนิยม และมีอิทธิพลโดยตรงกับนักเขียนจำนวนมากในเวลาถัดมา

คาร์โล คอลโลดิ นักประพันธ์ชาวอิตาลีได้เขียนเรื่อง พินอคคิโอ  ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1880 เป็นวรรณกรรมเยาวชนภาษาอิตาเลียน กลายมาเป็นเรื่องอ่านเล่นคลาสสิคสำหรับเด็ก และแพร่หลายอย่างกว้างขวาง โดยมีการแปลเป็นภาษาต่างๆ เผยแพร่ไปทั่วโลก เรื่องพินอคคิโอนั้น ได้รับความสำเร็จอย่างรวดเร็ว แต่ในตระกูลชนชั้นสูงนั้นในช่วงแรกๆ ถือว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะสมกับเด็กที่ได้รับการศึกษาที่ดีแล้ว

โจเซฟ รัดยาร์ด คิปลิง เป็นกวีและนักเขียนชาวอังกฤษ เป็นที่รู้จักจากผลงานอันมีชื่อเสียงคือ เมาคลีลูกหมาป่า งานเขียนเกี่ยวกับเด็กของเขาล้วนถือได้ว่าเป็นวรรณกรรมคลาสสิกสำหรับเด็กใน ปี ค.ศ. 1907 เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ซึ่งทำให้เขาเป็นชาวอังกฤษคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ และเขาเป็นผู้ได้รับรางวัลที่อายุน้อยที่สุดตลอดกาล

ลีแมน แฟรงก์ บอม นักเขียนชาวนิวยอร์ก งานที่สร้างชื่อเสียงได้แก่ The Wonderful Wizard of Oz (ค.ศ. 1900) อันถือได้ว่าเป็นวรรณกรรมเด็กระดับคลาสสิก และถือเป็นหนึ่งในผลงานซึ่งเป็นที่รู้จักในวัฒนธรรมของอเมริกันชน

นิทานไทย

กิ่ง แก้ว อัตถากร (2514: 210) กล่าวไว้ว่า เมื่อพิจารณาจากนิทานไทยที่มีผู้เก็บรวบรวมขึ้นจากที่ต่างๆ แล้ว อาจสรุปได้ว่านิทานที่เล่าสู่กันฟังในประเทศไทยนั้น มีที่มาจากหลายแหล่ง คือในประเทศ ต่างประเทศและวรรณกรรมลายลักษณ์

1. นิทานที่เกิดขึ้นในประเทศ

นิทาน พื้นบ้านบางเรื่อง เมื่อพิจารณาจากลักษณะตัวละครและลักษณะของเรื่องแล้วอาจสันนิษฐานได้ว่า น่าจะมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย นิทานดังกล่าวนี้ เช่น มุขตลก เรื่องนายทอง มุขตลกเกี่ยวกับคนต่างชาติ เรื่องผี เช่น นางนาคพระโขนง และนิทานชีวิตเรื่อง ไกรทอง และขุนช้างขุนแผน เป็นต้น อย่างไรก็ดี ไม่อาจสืบสาวได้ว่า นิทานเหล่านี้เกิดขึ้นแต่เมื่อใด ใครเป็นผู้คิดค้น และใครเล่าเป็นคนแรก

2. นิทานที่มีที่มาจากต่างประเทศ

นิทานไทย มีที่มาจากนิทานประเทศต่างๆ คือ ประเทศอินเดีย ลังกา และประเทศทางตะวันตก ที่มาจากอินเดียและลังกา เช่น รามายณะมีแพร่กระจายในท้องที่ต่างๆ ทั่วประเทศ นิทานไทยบางเรื่องเป็นนิทานจากอรรถกถาชาดก เช่น มหาเวสสันดรชาดก พระยาฉัททันต์ มโหสถสุวรรณสาม เป็นต้น บางเรื่องมาจากธัมมปทัฏฐกถา เช่น เรื่องพระเจ้าอุเทน เป็นต้น หรือมาจากนิทานอีสป เช่น นิทานเรื่องกระต่ายกับเต่า ลูกแพะกับหมาป่า เด็กเลี้ยงแกะ เป็นต้น นิทานที่เล่าสู่กันฟังในหมู่คนไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีการศึกษา อาจกล่าวได้ว่าเป็นนิทานฝรั่ง เช่นเรื่องสโนไวท์ หนูน้อยหมวกแดง พีน็อคคีโอ เจ้าหญิงนิทรา และเงือกน้อย เป็นต้น

3. นิทานที่มาจากวรรณกรรมลายลักษณ์

วรรณกรรม ลายลักษณ์เหล่านี้ อาจเคยเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะมาก่อน คือ เดิมอาจเป็นนิทานที่เล่าสู่กันฟัง แล้วภายหลังมีผู้รวบรวมขึ้นและบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อมีคนอ่าน ผู้อ่านก็อาจนำไปเล่าต่ออีก วรรณกรรมลายลักษณ์และวรรณกรรมมุขปาฐะของไทยจึงมีความสัมพันธ์กันอย่าง แน่นแฟ้น ถ่ายทอดกันไปมา นิทานที่เล่าสู่กันฟังหลายเรื่องมีเนื้อความตรงกับนิทานในปัญญาสชาดกและชาดก นอกนิบาตอื่นๆ เช่น เรื่องสังข์ทอง สังข์ศิลป์ไชย พระสุธน หงส์ผาคำ ก่ำกาดำ การะเกด ฯลฯ น่าสังเกตว่านิทานเหล่านี้โดยมากมักมีลักษณะรูปแบบเป็นนิทานมหัศจรรย์ ยิ่งภายหลังเมื่อมีการพิมพ์หนังสือจำหน่ายแพร่หลาย ผู้เล่านิทานบางคนก็นำนิทานที่ตนเคยอ่านมาเล่าต่อ เห็นได้ชัดจากการเล่านิทาน เรื่องดาวเรืองและลักษณวงศ์ในหนังสือวรรณกรรมจากบ้านใน เมื่อ ดร.กิ่งแก้ว อัตถากร ถามผู้เล่าว่า ได้ฟังนิทานเรื่องดังกล่าวจากไหน ผู้เล่าก็ตอบว่าเคยอ่านหนังสือที่มาจากโรงพิมพ์วัดเกาะ

จากข้อความ ข้างต้น สามารถสรุปที่มาของนิทานไทยไว้ว่านิทานที่เล่าสู่กันฟังในประเทศไทยนั้นมี ที่มาจากในประเทศ มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยแต่ไม่รู้ว่านิทานเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อใด ใครเป็นผู้คิดค้น และใครเล่าเป็นคนแรก นิทานไทยอาจมีที่มาจากนิทานประเทศต่างๆ แพร่กระจายในท้องที่ต่างๆ ทั่วประเทศด้วย นอกจากนี้นิทานไทยยังมีที่มาจากวรรณกรรมลายลักษณ์คือเล่าต่อปากกันมาก่อน แล้ว ภายหลังมีผู้รวบรวมขึ้นบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s